
ศก.ดีรัฐปรับจีดีพีเพิ่ม
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ ธปท.จะปรับตัวเลขจีดีพีปี 2553 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 3.35.3% ในการประเมินตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งต่อไป
“
ถ้าการเมืองยืดเยื้อถึงเดือนแต่ไม่มีเหตุรุนแรง คงกระทบเศรษฐกิจแค่ช่วงสั้น มีโอกาสที่เราจะเอาสถานการณ์มาปรับตัวเลขจีดีพีในครั้งนี้มากขึ้น” นางธาริษา กล่าวอย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองคงส่งผลกระทบเศรษฐกิจบ้าง ในแง่ของความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายในประเทศแต่ไม่มาก เมื่อทุกอย่างเข้าที่ เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เร็ว
ทั้งนี้ ธปท.กำหนดประกาศตัวเลขเศรษฐกิจครั้งใหม่ในวันที่29 เม.ย. นี้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นางธาริษา ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจภาพรวมในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พบว่ามีผลกระทบต่อภาพรวมความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยวของไทย แต่พื้นฐานโดยรวมแล้วยังถือว่าไม่มีปัญหามาก
อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลต้องติดตามเป็นพิเศษในช่วงนี้ คือการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศซึ่งส่งผลกระทบต่อแรงกดดันของค่าเงินบาท ดังนั้นรัฐบาลจะติดตามตัวเลขดังกล่าวอย่างละเอียด แต่ยังไม่ถือว่ามีความผันผวนมากเกินไป ซึ่งตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ตลาดทุนและตลาดพันธบัตร
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวในงานสัมมนา
“มุมมองเศรษฐกิจ” จัดโดยกลุ่มธนชาตว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงส่งผลกระทบระยะสั้นบ้าง เช่น การท่องเที่ยว การใช้จ่ายในประเทศ และความเชื่อมั่น โดยจะกระทบแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะคลี่คลายได้เร็วเพียงใดอย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจขณะนี้ยังสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ที่จีดีพีขยายตัวได้ 5.8% โดยกระจายตัวได้ดีในทุกภาคธุรกิจ ทั้งนี้ ธปท.จะนำเข้าประเมินในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 21 เม.ย. นี้อีกครั้ง
“
ไม่เห็นผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน เพราะหากดูตลาดการเงิน ตลาดพันธบัตร ตลาดหลักทรัพย์ก็ยังเคลื่อนไหวปกติ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แทบจะไม่ได้ติดลบ นักลงทุนยังนำเงินเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง” นายบัณฑิต กล่าวด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า เมื่อภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นและสถานการณ์ทางการเมืองสงบจะนำไปสู่การปรับดอกเบี้ย แต่จะเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของ ธปท. ซึ่งเป็นผู้ดูแลนโยบายการเงินของประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากดอกเบี้ยขึ้นจะไม่กระทบต่อผู้ประกอบการหรือสภาพคล่องมากนัก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยขณะนี้อยู่ในระดับต่ำ จึงยังสามารถบริหารจัดการได้
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่มีผลให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ต้องดูจากการขยายตัวของเศรษฐกิจว่าฟื้นตัวหรือไม่ แนวโน้มเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น และการไหลเข้าของเงินทุน
เมื่อดอกเบี้ยมีการปรับตัวสูงกว่าประเทศอื่น จะส่งผลให้มีเงินไหลเข้า ซึ่งต้องไปดูต่อว่าจะมีผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างไร ซึ่งที่ผ่านได้รับรายงานจาก ธปท.ว่า มีเงินไหลเข้าสูงซึ่งผ่านมาทางตลาดทุน และตลาดหลักทรัพย์มากพอควร แต่ก็ถือว่าไม่ผิดปกติ เพราะเป็น สำหรับเงินไหลเข้าขณะนี้ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะไทยเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ แต่เมื่อหักลบกับยอดเงินทุนไหลออกในช่วง 4 เดือนก่อนสิ้นปี 2552 ก็ถือว่ายอดเงินไหลเข้าไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
“
เงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นเงินที่เข้ามาเก็งกำไรอยู่แล้ว แต่ไม่ถือว่าเป็นเงินร้อน เพราะเท่าที่ดูสถาบันที่เข้ามาลงทุนเป็นนักลงทุนที่เข้ามาถือหุ้นยาวพอสมควร หากเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น สถานการณ์การเมืองไม่สงบก็มีสิทธิที่เงินจะไหลออกได้”นายกรณ์ กล่าว






