posttoday
เพิ่มมูลค่ากาแฟไทยหนีเวียดนามมุ่งฮับอาเซียน

เพิ่มมูลค่ากาแฟไทยหนีเวียดนามมุ่งฮับอาเซียน

29 พฤศจิกายน 2555

หลังจากประเทศไทยต้องสูญเสียแชมป์ในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับต้นๆ ของภูมิภาคอาเซียนให้กับเวียดนาม ลาว และอินโดนีเซีย จากการที่พื้นที่ในการปลูกกาแฟและผลผลิตลดลงต่อเนื่อง กลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับทุกภาคส่วนที่ต้องหาทางออกให้กับกาแฟไทย เพราะนั่นหมายถึงการสร้างทางรอดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงงานผลิตกาแฟ ผู้ค้าส่ง ผู้ค้ากาแฟ ร้านกาแฟ ไปจนถึงผู้ส่งออก

หลังจากประเทศไทยต้องสูญเสียแชมป์ในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับต้นๆ ของภูมิภาคอาเซียนให้กับเวียดนาม ลาว และอินโดนีเซีย จากการที่พื้นที่ในการปลูกกาแฟและผลผลิตลดลงต่อเนื่อง กลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับทุกภาคส่วนที่ต้องหาทางออกให้กับกาแฟไทย เพราะนั่นหมายถึงการสร้างทางรอดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงงานผลิตกาแฟ ผู้ค้าส่ง ผู้ค้ากาแฟ ร้านกาแฟ ไปจนถึงผู้ส่งออก

ในโอกาสที่สมาคมกาแฟไทยได้ดำเนินการครบ 30 ปี เพื่อดูแลส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทย จึงประกาศวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันให้กาแฟไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางกาแฟในอาเซียนให้ได้

วารี สดประเสริฐ นายกสมาคมกาแฟไทย กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันกาแฟไทยเป็นรองเวียดนามในแง่ของปริมาณ แต่คุณภาพกาแฟไทยที่ไม่แพ้ที่ใดในโลก ทำให้ทางออกของกาแฟไทยคือการเพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างความแตกต่าง และสร้างจุดขายไปสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในแง่ปริมาณ

ขณะเดียวกัน เชื่อมั่นว่าทักษะของผู้ผลิตกาแฟไทยและคุณภาพที่ได้สามารถแข่งขันได้ จึงกำหนดเป้าหมายที่จะพัฒนากาแฟไทยไปสู่กาแฟเฉพาะที่จับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และมีราคาสูงกว่ากาแฟทั่วไปไม่ต่ำกว่า 20% ซึ่งการจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยสมาคมจะเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการประสานงานและการสนับสนุน

“การสร้างเรื่องราวให้กับกาแฟไทยก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าให้กับกาแฟได้ เช่นเดียวกับกาแฟขี้ชะมด ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นกาแฟที่มีราคาแพงที่สุดในโลก ราคาขายต่อแก้วไม่ต่ำกว่า 300 บาท มีจุดเริ่มต้นจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นกรณีที่น่าสนใจ เพราะยังไม่มีการพิสูจน์เป็นเรื่องเป็นราวว่ามีรสชาติที่โดดเด่นกว่ากาแฟสายพันธุ์อื่นๆ อย่างไร แต่ผู้บริโภคยอมจ่าย เพราะสามารถสร้างเรื่องราวจนกลายเป็นสายพันธุ์ที่มีมูลค่ามากได้ ซึ่งกาแฟไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน

สมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กาแฟไทยควรหันกลับมามองตัวเอง และเร่งปรับตัวอย่างหนักหลังเสียแชมป์ รวมทั้งเตรียมรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ซึ่งไทยควรมองที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศได้แล้ว โดยยุทธศาสตร์สำคัญต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตกาแฟเป็นผู้พัฒนาสูตรกาแฟอันดับ 1 ของอาเซียน

“เราต้องยอมรับว่าเราผลิตสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้แล้ว และโลกในยุคต่อไป ต้องแข่งขันในการเป็นมืออาชีพในการพัฒนาสูตร เลือกใช้กาแฟสายพันธุ์ต่างๆ จากทั่วโลกได้ดี เช่น รู้ว่าจะต้องนำกาแฟสายพันธุ์ไหนมาผสมกับสายพันธุ์ไหนจึงจะออกมาเป็นกาแฟที่ดี สู้กับผู้ผลิตรายอื่นได้” สมเกียรติกล่าว

นอกจากนี้ นักลงทุนวงการกาแฟไทยควรมองหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากตลาดในไทย เช่น การเข้าไปลงทุนในลาว พม่า เพื่อศึกษากาแฟสายพันธุ์ที่ปลูกในลาวและพม่าได้ และนำมาปรับใช้กับสายพันธุ์ของไทย เพื่อให้มีสูตรกาแฟที่โดดเด่น แปลกใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งจะทำให้กาแฟไทยไม่แพ้ใครในอาเซียน

ด้าน สุธรรม วิชชุไตรภพ ประธานมูลนิธิชาวสวนกาแฟ กล่าวว่า ปัจจัยที่กาแฟเวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย โดดเด่นแซงหน้าไทยได้ ต้องยอมรับว่ารัฐบาลในประเทศนั้นๆ มีนโยบายที่ชัดเจน มีการกำหนดพื้นที่ปลูกกาแฟ ทำให้กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ขณะที่ภาครัฐของไทยยังขาดการให้ความสำคัญกับการปลูกกาแฟทั้งในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม จึงอยากเสนอให้รัฐจัดโซนการปลูกกาแฟ เพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกกาแฟควบคู่กับการควบคุมปริมาณผลผลิตกาแฟไม่ให้ล้นตลาด

ศิริพงษ์ แสนโภชน์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการเกษตร กลุ่มเนสท์เล่ อินโดจีน กล่าวว่า ในฐานะที่เนสท์เล่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องดื่มกาแฟรายใหญ่ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน โดยได้เริ่มเข้าไปร่วมพัฒนาสายพันธุ์กาแฟกับกลุ่มเกษตรกรในเครือข่าย เรียนรู้และแก้ไขปัญหาเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ขณะที่เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัว พร้อมรับการเรียนรู้ใหม่ๆ เพราะหากเกษตรกรผลิตเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพได้แล้ว ผู้รับซื้อพร้อมที่จะจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับมูลค่ากาแฟที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ปิยนุช นาคะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กล่าวว่า วงการกาแฟไทยเปลี่ยนไปมาก มี ความต้องการเพิ่มสูงขึ้น แต่ผลผลิตลดลงตลอดในช่วง 5 ปี โดยปี 2551 ไทยมีพื้นที่ปลูกกาแฟ 3.6 แสนไร่ ได้ผลผลิต 5.5 หมื่นตัน แต่ในปี 2555 พื้นที่ปลูกกาแฟลดลงเหลือ 2.9 แสนไร่ ผลผลิตลดเหลือเพียง 3.8 หมื่นตัน ส่วนความต้องการปี 2554 อยู่ที่ 6 หมื่นตัน ปีนี้คาดเพิ่มเป็น 7 หมื่นตัน

ปัญหาผลผลิตที่มีแนวโน้มลดลง จนทำให้ไทยต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟมากขึ้น เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องตระหนักแล้วว่า ไทยอาจต้องเจอข้อจำกัดในการขยายอุตสาหกรรมกาแฟ จากปริมาณผลผลิตที่สู้คู่แข่งไม่ได้ ซึ่งการพัฒนาตัวเองไปสู่การมีสูตรที่โดดเด่น จะช่วยสร้างการเติบโตในเชิงมูลค่าได้ไม่ยาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท