
โรงกลั่นน้ำมันหนุนรัฐเดินหน้าลอยตัวแอลพีจี
กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันหนุนรัฐลอยตัวแอลพีจี สะท้อนตลาดโลกหวั่นเลิกขายเบนซิน 91 คนแห่ใช้แอลพีจีมากขึ้น บี้ปรับราคาหน้าโรงกลั่นอิงตลาดโลก จูงใจขายในประเทศลดนำเข้า
กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันหนุนรัฐลอยตัวแอลพีจี สะท้อนตลาดโลกหวั่นเลิกขายเบนซิน 91 คนแห่ใช้แอลพีจีมากขึ้น บี้ปรับราคาหน้าโรงกลั่นอิงตลาดโลก จูงใจขายในประเทศลดนำเข้า
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงการเข้าพบ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ว่า ได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางการปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีทั้งระบบ ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากกังวลว่าหากยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 91 ในปี 2556 จะส่งผลให้ผู้ที่ใช้เบนซิน 91 หันไปใช้แอลพีจีเพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะขาดแคลน เนื่องจากปัจจุบันการนำเข้าแอลพีจีมีปริมาณที่สูง จนทำให้การจัดเก็บในคลังแอลพีจีไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ ต้องการให้ภาครัฐหามาตรการจูงใจให้โรงกลั่นในประเทศหันมาผลิตแอลพีจีขายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าลง โดยปรับราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่นให้สะท้อนราคาตลาดโลก จากเดิมที่รัฐกำหนดให้ราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่นต่ำกว่า ซึ่งขณะนี้สูตรคำนวณราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่นจะอิงราคาตลาดโลก ในสัดส่วน 76% และราคาในประเทศ 24%
ปัจจุบันกลุ่มโรงกลั่นผลิตแอลพีจีในประเทศได้ 1.3 แสนตัน/เดือน จำหน่ายในประเทศ 8 หมื่นตัน ส่วนที่เหลือเป็นของโรงกลั่นเอกชนที่มีสัญญาขายให้ลูกค้าอยู่แล้ว ดังนั้นหากสามารถปรับราคาแอลพีจีให้สะท้อนตลาดโลก ก็จะจูงใจให้โรงกลั่นหันมาขายแอลพีจีในประเทศแทน เพราะได้ราคาที่คุ้มกับต้นทุนจริง
สำหรับแนวโน้มราคาแอลพีจีตลาดโลกในปี 2556 นั้น คาดว่าราคาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 8001,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยราคายังอยู่ในระดับสูงถึง 3 เท่า ของราคาแอลพีจีที่ถูกกำหนดเพดานไว้ในไทย 330 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งปกติราคาแอลพีจีช่วงปลายปีจะอยู่ในช่วงขาลงตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลก
“ถ้ามีการลอยตัวราคาแอลพีจีของรัฐบาล ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรจะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ เช่น ผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ไม่ใช่ช่วยเหลือทุกกลุ่มเหมือนในขณะนี้ ที่ยังมีการอุดหนุนราคาอยู่” นายสุรงค์ กล่าว
นายสุรงค์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้หารือกับ รมว.พลังงาน ถึงแนวทางการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ ซึ่งได้เสนอว่าแนวทางดังกล่าวจะต้องมีผู้ที่เข้ามารับผิดชอบโดยตรง หรืออาจจะตั้งเป็นองค์กรมหาชนเข้ามาดูแลบริหารจัดการระบบคลังน้ำมัน และอื่นๆ เพราะโรงกลั่นคงไม่สามารถมาดำเนินการได้เอง
ขณะที่การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ผ่านมา มีแนวคิดให้ส่วนของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ที่ต้องเพิ่มการสำรองน้ำมันจาก 5% เป็น 6% ของปริมาณจำหน่าย หรือจาก 36 วัน เป็น 43 วัน หากภาคเอกชนไม่มีความพร้อม และต้องเลื่อนออกไป 2-3 ปี เนื่องจากไม่มีสถานที่ในการจัดเก็บน้ำมันเพียงพอ ก็เป็นเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ในหลักการเหตุผลของการออกนโยบายนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ







