
Viva Brazil (22)
พื้นที่ระหว่างเส้น Tropic of Cancer กับ Tropic of Capricorn ซึ่งเป็น Coffee Belt นั้น เป็นเขตภูมิอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกชุก
โดย...ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา
กาแฟในบราซิล (3)
ในทางภูมิศาสตร์กาแฟ...
พื้นที่ระหว่างเส้น Tropic of Cancer กับ Tropic of Capricorn ซึ่งเป็น Coffee Belt นั้น เป็นเขตภูมิอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกชุก
บราซิลเป็นประเทศเดียวในโลกที่มี Coffee Belt พาดผ่านเต็มๆ คือมีเส้น Tropics พาดผ่านทั้ง 2 เส้น เขาปลูกกาแฟกันใน Coffee Belt เท่านั้น
บริเวณ Coffee Belt ตอนล่างของประเทศ ซึ่งเป็นที่สูง 8001,000 เมตร ขึ้นไป บราซิลจะปลูกกาแฟพันธุ์ Arabica แต่ทางตอนบนของ Coffee Belt ซึ่งมีพื้นที่ต่ำลงมาถึงระดับ 400 เมตร บราซิลก็จะปลูกกาแฟพันธุ์ Robusta
กล่าวกันว่าแม้บราซิลจะปลูกกาแฟได้มากที่สุดในโลกก็จริง แต่คุณภาพหรือรสชาติของกาแฟโดยทั่วๆ ไปแล้วก็งั้นๆ หรือธรรมดาๆ มาก
กูรูกาแฟให้คะแนนคุณภาพและรสชาติกาแฟบราซิลอยู่ระดับกลางทั่วๆ ไปแค่นั้นเอง
เรื่องนี้ก็ไปพูดต่อๆ กันไปปากต่อปากจนคนทำท่าจะคล้อยเชื่อกันทั้งโลก... ที่แย่คือดันยังไปปรากฏในเนื้อเพลงที่ Frank Sinatra ร้องว่า
“They grow an awful lot of coffee in Brazil.”
บราซิลได้ยินแล้วก็เสียหายเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วมันก็ไม่เป็นอย่างนั้นทั้งหมดหรอก
แหม เป็นผู้ผลิตกาแฟขายมากตั้ง 2 ใน 3 ของโลก จะมีแต่กาแฟธรรมดาล้วนๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ บราซิลก็มีกาแฟที่ผลิตมาจากบางเขตที่ถือว่าเป็นกาแฟที่เหนือชั้นเหมือนกัน
กาแฟบราซิลที่ดีเลิศนั้นคือกาแฟที่ผลิตมาจากบริเวณ Espirito Santos ถือว่าเป็นกาแฟที่มีรสชาติระดับเทพของบราซิล ก็คงเปรียบได้กับทุเรียนก้านยาวเมืองนนท์บ้านเรานั่นแหละ
ผู้เขียนคิดว่าคงไม่ใช่บริเวณ Espirito Santos เพียงบริเวณเดียว น่าจะยังมีจากส่วนอื่นของบราซิลอีก ไม่งั้นขณะนี้... กาแฟดังแบรนด์สีแดงๆ ดังมากรายหนึ่งของอิตาลีคงไม่กล้าประกาศเสียงดังฟังชัดหรอกนะคะว่า กาแฟเขาใช้แต่กาแฟ Arabica จากบราซิลเท่านั้น
พูดถึงกาแฟระดับเทพของบราซิลแล้ว ผู้เขียนขอเขียนถึงกาแฟระดับเทพจากที่อื่นๆ ของโลกเติมไปหน่อยก็แล้วกันนะคะ
ปัจจุบันกาแฟระดับเทพที่บรรดานักดื่มกาแฟยกให้เป็นระดับ Super Premium ของโลกนั้นคือ กาแฟ Blue Mountain ของประเทศ Jamaica ในทะเล Caribian ค่ะ
หากินยากและราคาแพงสุดๆ ราคาขายส่งของบริษัทขายกาแฟลอนดอนรายหนึ่งเสนอราคาขายกาแฟเมล็ด Premium ที่ผลิตจากอื่นๆ ในโลกอยู่ที่ราคากิโลกรัมละประมาณ 1,700 บาท แต่กาแฟ Blue Mountain ราคากิโลกรัมละเกือบ 6,000 บาท
แพงกว่ากาแฟ Premium อื่น 4 เท่า
สาเหตุที่กาแฟ Blue Mountain ของประเทศ Jamaica ให้รสชาติดีเพราะปลูกในเขตภูเขาสูงของประเทศ และการที่จะเรียกว่าเป็น Blue Mountain Coffee ได้ทางการต้องรับรองและต้องปลูกที่สูงระดับ 1,0001,700 เมตรเท่านั้น ถ้าต่ำลงมาจะเรียกว่า High Mountain และ Low Mountain ตามลำดับ ส่วนพื้นที่สูงกว่า 1,700 เมตร Jamaica จัดเป็นป่าสงวนห้ามปลูกพืชใดๆ และลักษณะดินภูเขาที่นั่นคล้ายๆ ดินภูเขาไฟที่ปลูกกาแฟ Sumatra Blue Lintang ในอินโดนีเซีย
ตอนนี้ใครอยากกินกาแฟ Blue Mountain อย่านึกว่าจะหากินได้ง่ายๆ นะคะ ต้องไปกินที่ญี่ปุ่นค่ะ เพราะกาแฟ Blue Mountain ของประเทศ Jamaica ที่ผลิตได้ในแต่ละปีถูกญี่ปุ่นสั่งซื้อไปกินเกือบหมด ประมาณ 80% ของกาแฟ Blue Mountain ที่ Jamaica ผลิตได้จะส่งไปขายให้กับญี่ปุ่น ส่วนอีก 20% ที่เหลือ ประเทศอื่นก็แบ่งๆ กันไปกินตามบุญตามกรรม
เหตุผลสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้กาแฟ Blue Mountain ของ Jamaica มีรสดีเพราะนอกจากดินดีแล้วพื้นที่ที่ชายเขาที่ลาดขึ้นไปปลูกกาแฟนั้นช่วยระบายน้ำฝนที่ฝนตกชุกได้ดี พูดง่ายๆ คือองค์ประกอบที่สร้างคุณภาพให้กาแฟ Blue Mountain ให้เป็นกาแฟระดับเทพขึ้นมาได้นั้นเป็นเรื่องที่พบกันระหว่างน้ำดี ดินดี แดดดีแล้ว อากาศยังเย็นดี...
อากาศเย็นทำให้เมล็ดกาแฟสุกช้า รสชาติกาแฟ Blue Mountain จึงกลั่นตัวอยู่ในเมล็ดนานจนกว่าจะสุก ทำให้ได้รสชาติเข้มข้น นี่แหละที่ทำให้กาแฟ Blue Mountain ของ Jamaica แพงกว่าราคากาแฟ Premium อื่น ประมาณ 4 เท่า
OK คร่า เขียนออกนอกเรื่องไปหน่อย กลับมาเขียนกันถึงกาแฟในบราซิลต่อค่ะ...
ขอกล่าวอีกครั้งค่ะว่า...ความยิ่งใหญ่ของกาแฟบราซิลเป็นคุณูปการของพวกทาสแอฟริกันที่ถูกจับมาทำไร่กาแฟโดยแท้จริง หากไม่มีทาส...กาแฟบราซิลจะไม่มีวันยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้หรอกค่ะ
ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 นั้น เรือนำทาสเข้ามาขึ้นที่เมืองท่าหลายแห่งในบราซิล ประมาณกันว่ามีการนำทาสจากแอฟริกาเข้ามาในประเทศบราซิล เพื่อทำงานให้กับไร่กาแฟไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน
พวกทาสก็เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจเหมือนกับคนบราซิล พวกทาสเจ็บปวดและโหยหาอิสรภาพเหมือนกัน ต่อมาพวกทาสก่อหวอดและหลบหนีมากมาย ปัญหาเรื่องทาสเริ่มมากขึ้น ประกอบกับประเทศต่างๆ เริ่มทยอยเลิกทาสเรื่อยๆ โดยเฉพาะตามพื้นที่ในอาณานิคมพวกยุโรป ทั้งหลาย บราซิลจึงออกกฎหมายปลดปล่อยทาสเมื่อปี ค.ศ. 1850 แต่ก็ทำให้บราซิลต้องกลายเป็นประเทศที่มีปัญหาสังคมและอาชญากรรมมากแห่งหนึ่งในโลก
ขณะนี้บราซิลมีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 1 หมื่นตารางไมล์ และคาดว่ามีต้นกาแฟไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านต้น มีแรงงานและผู้อยู่เบื้องหลังการเกษตรและอุตสาหกรรมผลิตกาแฟ 3.5 ล้านคน
บราซิลผลิตกาแฟทั้งแบบเมล็ดนำไปคั่วบดและแบบ Instant บริษัทผลิตกาแฟแบบเมล็ดนั้นมีอยู่มากกว่า 1,000 บริษัท แต่แบบ Instant มีอยู่ 4 บริษัท ภัยที่แท้จริงสำหรับการผลิตกาแฟของบราซิลคือ ปีไหนที่หากอากาศเย็นจัดจนเกิดน้ำค้างแข็งในช่วงที่กำลังจะเก็บเมล็ดกาแฟผลผลิตจะเสียหายย่อยยับ
ปี ค.ศ. 1994 เป็นปีที่การผลิตกาแฟของบราซิลเสียหายมากที่สุด สภาวะอากาศปีนั้นเริ่มฤดูกาลด้วยขาดฝนต่อมาตามด้วยน้ำค้างแข็ง การปลูกกาแฟในบราซิลปีนั้นเสียหายที่เดียว ทำให้ราคากาแฟทั่วโลกพุ่งพรวด
เห็นไหมคะว่า... การผลิตกาแฟของบราซิลเสียหายผู้เดียวส่งผลโดยตรงไปถึงบรรดาคอกาแฟต้องเดือดร้อนกันทั่วโลก
บราซิลยิ่งใหญ่จริงๆ ค่ะ
(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)







