
คุมเงินกู้เอสเอ็มอี
กสิกรไทย-ไทยพาณิชย์แหยงใช้เงินสั่งเพิ่มความถี่ตรวจสอบเครดิตบูโร
กสิกรไทย-ไทยพาณิชย์แหยงใช้เงินสั่งเพิ่มความถี่ตรวจสอบเครดิตบูโร
กสิกรไทยสั่งคุมเข้มปล่อยกู้เอสเอ็มอีหลังพบเปิดใช้วงเงินหลายแห่ง สั่งตรวจเครดิตบูโรลูกค้ากลุ่มเสี่ยง 4 ครั้งต่อปี หวั่นใช้เงินผิดวัตถุประสงค์
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ผลจากการแข่งขันปล่อยกู้ให้กับลูกค้ากลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) อย่างรุนแรงของระบบธนาคารพาณิชย์ จนถึงขั้นให้กู้ในวงเงินกู้สูงถึง 3 เท่า หรือ 5 เท่า ทำให้ธนาคารต้องสั่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเครดิตบูโรของลูกค้าเอสเอ็มอี จากเดิมลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะมีการตรวจสอบเครดิตบูโรปีละ 4 ครั้ง กลุ่มเสี่ยงน้อยตรวจสอบเครดิตปีละ 1 ครั้ง
ทั้งนี้ หากพบว่าลูกค้ามีปัญหาจะส่งเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าไปดูแลทันที
“การใช้แคมเปญดอกเบี้ยต่ำและให้วงเงินสูงเพื่อล่อใจเอสเอ็มอีให้มาใช้บริการเกิดขึ้นมาตลอด ทำให้ลูกค้ากสิกรไทยบางส่วนมีการนำหลักทรัพย์ที่เขายังไม่ใช้ไปใช้วงเงินกับธนาคารอื่นบ้างเหมือนกัน เพราะหากลูกค้าขอวงเงินสูงมากในช่วงที่เรามองว่าเสี่ยง เราก็ให้ไม่ได้ แต่เขาก็ยังใช้สินเชื่อกับธนาคารอื่นอยู่ด้วย ซึ่งตอบยากว่าเป็นการรีไฟแนนซ์หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มีการเปิดวงเงินกับหลายที่” นายพัชร กล่าว
นายพัชร อธิบายว่า การแข่งขันปล่อยกู้กันในลักษณะนี้ ทำให้ธนาคารต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องการที่ลูกค้าขอกู้เงินจนเกินความสามารถในการชำระหนี้ และนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ของลูกค้า
ดังนั้น ในปีนี้ธนาคารกสิกรไทยจึงเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าเก่าที่รู้จักแล้ว เข้าใจธุรกิจที่ลูกค้าทำเป็นอย่างดี ขณะที่ลูกค้าหน้าใหม่จะต้องมีลูกค้าเดิม หรือต้องมีคนรู้จักแนะนำมา เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่ธนาคารตรวจสอบงบการเงินหรือข้อมูลได้ยาก
“เราให้ความสำคัญในการเลือกลูกค้าค่อนข้างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวของสินเชื่อ เพราะการปล่อยกู้เอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะแย่งลูกค้ากันไปมา โดยเราจะพยายามออกต่างจังหวัดซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการใช้เงินจริงให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีก ค้าส่ง และผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งเติบโตสูง” นายพัชร กล่าว
ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทยได้เปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์กลุ่มบัตรสำหรับลูกค้าเอสเอ็มอี ได้แก่ 1.บัตรเดบิตเพื่อผู้ประกอบการที่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการสูงสุด 1% เมื่อรูดใช้จ่ายผ่านบัตร
2.บัตรเครดิตเพื่อผู้ประกอบการที่คิดดอกเบี้ยพิเศษ 18% เป็นระยะเวลา 24 เดือน พร้อมรับคืนเงินเข้าบัตรเครดิตสูงสุด 3-5% ทุกยอดการใช้จ่าย ณ สถานีบริการน้ำมันทั่วโลกและยืดระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยนานสูงสุด 55 วัน
3.บัตรสินเชื่อเงินสดทันใจเพื่อผู้ประกอบการ เพื่อเป็นวงเงินสำรองฉุกเฉินที่ให้ส่วนลดดอกเบี้ย 2% จากอัตราดอกเบี้ยปกติใน 2 ปีแรก และเพิ่มแผนคุ้มครองวงเงินโดยให้ความคุ้มครองยอดค่าใช้จ่ายค้างชำระสูงสุด 1 แสนบาท
นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์บัตรทั้ง 3 รูปแบบนี้ จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่เริ่มทำธุรกิจยังไม่ถึง 5 ปี ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่มีความต้องการวงเงินฉุกเฉิน แต่มักประสบปัญหามีหลักประกันที่ไม่พอ ทำให้ไม่สามารถใช้สินเชื่อแบบมีระยะเวลาปกติได้ ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าเอสเอ็มอีในกลุ่มนี้อยู่ราว 1 แสนราย
ธนาคารตั้งเป้ายอดรวมบัตรใหม่ K-SME Card ในปีแรก 2.75 แสนใบ แบ่งเป็นบัตรเดบิตกสิกรไทยเพื่อผู้ประกอบการ 2 แสนใบ บัตรเครดิตกสิกรไทยเพื่อผู้ประกอบการ 5 หมื่นใบ และสินเชื่อเงินสดทันใจ 2.5 หมื่นใบ
นายศิริชัย สมบัติศิริ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้การขอสินเชื่อของผู้ประกอบการเปลี่ยนไป มีการขอสินเชื่อจากหลายธนาคาร ไม่ได้ขอเงินกู้เพียงธนาคารเดียวแล้วจบ ทำให้ธนาคารต้องระมัดระวังลูกค้า ตรวจเครดิตบูโรว่าที่ผ่านมามีการใช้จ่ายเกินตัวหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาศักยภาพในการชำระเงิน เพื่อไม่ให้ลูกค้านำเงินไปใช้นอกระบบ หรือใช้เงินผิดวัตถุประสงค์นอกเหนือจากการทำธุรกิจ เช่น นำไปซื้อรถ ซื้อบ้าน







