posttoday
ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย: แนวคิด True Progressivism

ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย: แนวคิด True Progressivism

27 พฤศจิกายน 2555

ปัจจุบันเรื่องการปฏิรูปภาษีกลายเป็นปัญหาระดับโลก และระหว่างประเทศไปแล้ว

โดย...ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ปัจจุบันเรื่องการปฏิรูปภาษีกลายเป็นปัญหาระดับโลก และระหว่างประเทศไปแล้ว ไม่ว่าที่สหรัฐอเมริกากรณีประธานาธิบดีโอบามาได้เก็บภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นกับผู้มีรายได้มาก การใช้มาตรการภาษีของอเมริกาโดยเสนอกฎหมายที่เรียกว่า Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) ในการบังคับให้รัฐบาลต่างประเทศ และสถาบันการเงินต่างๆ ส่งข้อมูลให้สรรพากรอเมริกา (IRS) เพื่อหาข้อมูลคนอเมริกันที่อาจจะหนีภาษี รวมถึงการหนีภาษีของบุคคลผู้มีเงินได้ในกลุ่มประเทศยุโรป และการตามหารายชื่อผู้มีเงินได้ที่เปิดบัญชีในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเยอรมนีได้ขอรายชื่อผู้ฝากเงินในเยอรมนีที่เปิดบัญชีกับธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์

ประเด็นนโยบายเรื่องภาษีจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะรัฐบาลต้องหาแหล่งเงินได้มาใช้จ่าย

อีกทั้งบทความของหนังสือ Economist วันที่ 13-19 ต.ค. 2555 ที่เรื่องหน้าปกชื่อว่า True Progressivism (The New Politics of Capitalism and Inequality) และบทความพิเศษเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในประเด็นคนร่ำรวยและคนจนว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถลดช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำได้ และได้กล่าวถึงการเสนอการปฏิรูปภาษีและการปฏิรูปในด้านอื่นๆ ด้วย ที่อาจมีผลต่อการเสนอการปฏิรูปประเทศไทยและการปฏิรูปภาษีตามที่ผมเคยเขียนบทความทำนองนี้หลายครั้งหลายคราวแล้ว ผมจึงอยากนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบ

บทความนี้ มีความน่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดการเมืองก้าวหน้าเพื่อสภาพที่ดีของการเมืองและสังคม (True Progressivism) โดยเฉพาะกลุ่มกลางจัด (Radical Centrist) ที่เสนอรูปแบบในการแก้ไขความไม่เท่าเทียมกันของประชาชนโดยไม่กระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเป็นประเด็นที่ดูจะสอดคล้องกับประเด็นการปฏิรูปต่างๆ ที่ผมได้เคยเขียนถึง และอยากให้ประเทศไทยมุ่งไปในแนวทางการปฏิรูปเช่นกัน

การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชนในทุกประเทศมักจะเป็นประเด็นทางการเมือง ไม่ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่นำประเด็นเรื่องภาษีมาใช้หาเสียง โดยโอบามาพยายามจะเก็บภาษีคนมีเงินได้เพิ่มขึ้นโดยการปรับปรุงอัตราภาษีให้กลุ่มคนที่มีเงินได้มากเสียภาษีมากขึ้นโดยลดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ลง

ในขณะที่รอมนีย์ซึ่งถูกกล่าวหาเป็นตัวแทนนายทุนก็มุ่งจะอุดช่องว่างกฎหมายภาษี เช่น ลดการหักค่าใช้จ่ายแทนที่จะเพิ่มภาษีกับคนบางกลุ่ม (ซึ่งในที่สุดรอมนีย์ก็พ่ายแพ้ไป) หรือฝรั่งเศส ประธานาธิบดีฮอลเลนเดเสนอให้เก็บภาษีบุคคลธรรมดาถึง 75% (จนมีข่าวว่าเจ้าของหลุยส์ วิตตอง ถึงกับขอเปลี่ยนสัญชาติจากฝรั่งเศสเป็นเบลเยียม) แต่ก็ยังมีปัญหาว่าปัจจุบันฝรั่งเศสก็ยังไม่สามารถปฏิรูปในเรื่องนี้ได้อย่างจริง

ทั้งนี้ รัฐบาลแต่ละประเทศต่างก็อยากมีรายได้เพื่อมาจุนเจือการขาดรายได้หรือขาดดุลของรัฐบาล สำหรับประเทศที่เกิดใหม่ก็มักจะเอาประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันซ่อนไว้ใต้พรม (เช่น ความแตกต่างของคนร่ำรวยในจีนและอินเดีย) โดยไม่ตั้งใจจะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

รัฐบาลฝ่ายขวาหรือเสรีนิยมก็มองไม่เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจหรือรายได้เป็นเรื่องที่สำคัญ (จึงไม่ต้องมีมาตรการใด) เพราะความแตกต่างของรายได้จะทำให้คนทำงานหนักและกล้าเสี่ยงและมีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ

แต่รัฐบาลฝ่ายซ้าย (หรือสังคมนิยม) ก็คิดว่าควรเรียกเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าสำหรับคนรวยหรือผู้มีรายได้มากและใช้จ่ายให้มากขึ้น

ความแตกต่างดังกล่าวจึงเป็นที่มาของทฤษฎี True Progressivism ที่ว่าจะหาแนวทางอะไรใหม่ๆ มาเพื่อหาทางออก

ความจริงแล้ว ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนรวยกับคนจนในทุกประเทศยิ่งเพิ่มความห่างมากขึ้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลทุกประเทศต่างมีความพยายามในการลดความไม่เท่าเทียมกันโดยตลอด ไม่ว่าการส่งเสริมให้มีการแข่งขัน การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าหรือแม้แต่ทฤษฎีประชานิยม (ในบางประเทศ) ในปัจจุบันทำให้เศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพ และส่งผลเสียต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงเกิดเป็นคำพูดที่ว่า “รวยกระจุกจนกระจาย” ตัวอย่างคือประเทศจีน รัฐเซีย และประเทศอินเดีย (สำหรับประเทศไทยมีความพยายามจะลดความแตกต่างโดยนโยบายประชานิยม แต่ความแตกต่างมากระหว่างคนรวยคนจนยังคงมีอยู่ดี แต่อาจไม่แตกต่างมากเท่าของจีนหรืออินเดีย)

ในสหรัฐอเมริกาพวก Wall Street ที่ได้รับความอุดหนุนและช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่ว่ากรณีการใช้เงินภาษีเข้าช่วยกับสถาบันการเงิน และการให้คนที่ร่ำรวยสามารถจะหักดอกเบี้ยการซื้อบ้านได้สูงกว่า 4 เท่าของจำนวนเงินที่จ่ายในการสร้างที่อยู่อาศัยให้คนจน จนเป็นที่มาของการยึด Wall Street โดยกลุ่มคนที่ยากจน (หรืองบประมาณช่วยเหลือสถาบันการเงินยุโรปในปี 2551 หรือการช่วยสถาบันการเงินของไทยโดยกองทุนเมื่อปี 2540) ที่ไม่ได้ไปสู่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง

เอาไว้ฉบับหน้าเรามาดูในรายละเอียดกันเพิ่มเติมนะครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท