
ส่งออกทางเรือ9เดือนโต2%ทั้งปีแย่
ผู้ส่งออกทางเรือเผยตู้คอนเทนเนอร์ส่งออก 9 เดือนโตแค่ 2% หวั่นฉุดส่งออกรวมโตแค่ 3.6%
ผู้ส่งออกทางเรือเผยตู้คอนเทนเนอร์ส่งออก 9 เดือนโตแค่ 2% หวั่นฉุดส่งออกรวมโตแค่ 3.6%
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์การส่งออกของไทยอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงมาก เห็นได้จากจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านเข้า-ออก 9 ท่าหลักของประเทศไทยในช่วง 9 เดือนปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 2555) มีเพียง 5.21 แสนตู้ หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2% ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีการขยายตัวมากถึง 10-12% และในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ที่มีการจองระวางเรือกันไว้แล้วก็ไม่ได้มีจำนวนมากอย่างที่คิดไว้ จึงคาดว่าตัวเลขการส่งออกปีนี้น่าจะลดลงเหลือแค่ 3.6% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 5%
“ต้องรอดูตัวเลขภาวะส่งออกและนำเข้าเดือน ต.ค. ที่กระทรวงพาณิชย์จะแถลงในวันจันทร์ที่ 26 พ.ย.นี้ก่อนว่า มูลค่าการส่งออกทำได้ถึงระดับ 2 หมื่นล้านบาท/เดือน ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ หากตัวเลขที่ออกมาไม่ถึงก็จะทำให้เป้าส่งออกทั้งปีนี้ต้องปรับลดลงอีกแน่นอน” นายไพบูลย์ กล่าว
ขณะเดียวกันยอดส่งออกในปี 2556 ก็น่าจะอยู่ในภาวะที่อาจไม่ขยับตัวเพิ่มขึ้น หรืออาจรุนแรงถึงขั้นติดลบด้วย เพราะยอดคำสั่งซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ไม่คึกคักอย่างที่คิด รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก จึงทำให้กระทบต่อภาพรวมการส่งออกสินค้าในช่วงไตรมาสแรกปีหน้าแน่นอน โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายกลางและรายย่อย (เอสเอ็มอี) ที่ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามาเลย
สำหรับตัวเลขการส่งออกปีหน้าที่คาดการณ์ว่ายังไม่น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีนี้ เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกรายใหญ่ต้องประเมินตัวเลขการส่งออก การนำเข้า และราคาค่าระวางเรือ เพื่อเจรจากับสายการเดินเรือทั่วโลกในการวางแผนจองระวางเรือล่วงหน้าในปี 2556 ซึ่งปกติการตกลงจะทำกันแบบระยะยาว แต่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจขาลงภายใต้ภาวะความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตลาดเอเชียเองไม่สามารถขายสินค้าได้มาก เพราะสินค้าใกล้เคียงกัน ดังนั้น ข้อตกลงและแผนการเจรจากับบริษัทเรือจะมีการยืดหยุ่นกันมากขึ้น เพราะแต่ละบริษัทเรือเองก็ประสบปัญหาขาดทุน มีภาระต้นทุนที่สูงจากระวางเรือที่ไม่เต็ม
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนราคาสินค้าสูงขึ้นด้วย แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะปรับราคาสินค้าได้ รวมถึงต้นทุนจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่จะใช้ทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค.นี้ ถือว่าขณะนี้ผู้ประกอบการอยู่ในภาวะที่ยากลำบากมาก และต้องปรับตัวไปใช้เทคโนโลยีแทนใช้แรงงานคน ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป เพราะต้องนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปจากต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าเข้ามาผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำจะอยู่ยาก เพราะมีการแข่งขันมากขึ้นนอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่งออกหลายรายหันมาทำธุรกิจคลังสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคลังสินค้าเก็บพวกชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ยังมีอัตราการเติบโตอย่างไรก็ดี การนัดชุมนุมของกลุ่มองค์กรพิทักษ์สยาม ทำให้ผู้ซื้อต่างชาติเริ่มลังเล และเลื่อนการเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อเจรจาธุรกิจแล้ว เนื่องจากเริ่มเกิดความกังวลใจว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยช่วงเดือนเม.ย.2554







