
ตลาดหุ้นปี56ยังมีทิศทางแกว่งขึ้น เน้นหุ้นDomestic Play
สัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสร่วมงาน SET in The City และอ่าน “คู่มือผู้ลงทุน”
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
สัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสร่วมงาน SET in The City และอ่าน “คู่มือผู้ลงทุน” ที่รวบรวมโดยสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มีประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
ประการแรก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้น โดยคาดว่าดัชนีหุ้นปี 2556 มีโอกาสขึ้นไปสูงสุดได้ถึง 1,4501,515 จุด บนสมมติฐานสำคัญ ดังนี้
1) สหรัฐจะหาทางออกในการแก้ปัญหาการคลังได้ก่อนสิ้นปี 2555 ซึ่งจะหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐต่อไปในปี 2556 ขณะที่วิกฤตหนี้ยูโรโซน แม้จะเรื้อรังแต่จะไม่แย่ไปกว่าปี 2555 ส่วนเศรษฐกิจจีนเริ่มมีสัญญาณกระเตื้องขึ้น
2) เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่องในปี 2556 โดยมีอุปสงค์ภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุน
3) กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาดยังโตต่ออีก 10-12% ในปี 2556 (ตัวเลขจะสูงขึ้นอีกหากไม่รวมหุ้นกลุ่มพลังงาน) และจะดึงให้ค่าพี/อีหุ้นไทยลดเหลือราว 11.5 เท่า ส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลจะอยู่ที่ใกล้ 4% ในปี 2556
4) อัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับต่ำอีกนาน ผลตอบแทนสุทธิจากการฝากเงินและการลงทุนในตราสารหนี้เสี่ยงจะแพ้เงินเฟ้อ ยังผลให้เงินส่วนหนึ่งไหลเข้าตลาดหุ้น
ในกรณีพลิกผันด้านลบ นักวิเคราะห์ทางเทคนิคมองกรอบล่างของดัชนีตลาดอยู่ที่ 1,240, 1,170 และ 1,100 จุด
น่าสังเกตว่า กรอบดัชนีค่อนข้างกว้าง 300-400 จุดทีเดียว ขึ้นอยู่กับตัวแปรข้างต้น รวมถึงตัวแปรอื่นที่อาจแทรกเข้ามา เช่น การเมืองขาดเสถียรภาพ ภัยธรรมชาติ โรคระบาด เป็นต้น
ประการที่ 2 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชอบหุ้นที่อิงการบริโภคและการลงทุนในประเทศ (Domestic Play) เนื่องจากมองคล้ายๆ กันว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี ชิปปิง รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์จึงถูกเลื่อนออกไปอย่างน้อยอีก 1-2 ปี
ขณะที่หุ้น Domestic Play ได้แรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ยังขยายตัวดี รวมถึงได้ประโยชน์นโยบายภาครัฐ เช่น การเพิ่มรายได้ (ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร เป็นต้น) การลดรายจ่าย (ลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 20% ในปี 2556 อัตราดอกเบี้ยในประเทศทรงตัวต่ำ และมีโอกาสลดได้อีกหากเศรษฐกิจโลกทรุดแรงเกินคาด เป็นต้น)
นอกจากนั้น ผมยังเห็นปัจจัยหนุนระยะยาว ได้แก่ 1) การผลักดัน พ.ร.บ.กู้เงิน 2-2.27 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระยะเวลาลงทุน 7 ปีข้างหน้า หรือคิดเป็นเงินลงทุนปีละ 3 แสนล้านบาท รวมถึงการเบิกจ่ายงบตาม พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท น่าจะส่งให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นปีละ 0.5%
2) การเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนให้ขยายตัวราว 15% ต่อปี ปัจจุบันมูลค่าการค้าชายแดนตกปีละราว 9 แสนล้านบาท 70% ทำกับมาเลเซีย ตามด้วยพม่า 16% ลาว 10% และกัมพูชา 3%
3 ประเทศหลังมีศักยภาพโตเร็วกว่า เนื่องจากฐานตัวเลขต่ำ ขณะที่พม่าเพิ่งเปิดประเทศ และตามกรอบ AEC กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) จะต้องลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% ในปลายปี 2558 ซึ่งจะทำให้อาเซียนเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียวกัน
ความเจริญจะกระจายไปตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน จุดตัดของถนนแนวเหนือใต้ กับถนนแนวตะวันออกตะวันตกอีก 2 เส้นทาง และรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น
รายได้ของคนต่างจังหวัดที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว จะช่วยหนุนในการบริโภคขยายตัวต่อเนื่อง
แม้ไทยจะมิใช่ประเทศที่มีแรงงานถูกอีกต่อไป และบางอุตสาหกรรมอาจแข่งขันไม่ได้ แต่ภูมิศาสตร์ประเทศไทยโดดเด่น จึงมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นศูนย์กลางการค้า โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว โรงพยาบาล เป็นต้น
ประการที่ 3 นักวางแผนการเงินแนะนำให้กระจายการลงทุนออกไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย รวมถึงการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงและเปิดโอกาสในการหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นโลกในช่วง 2 ปีหลัง จนมูลค่าหุ้นเริ่มไม่ถูก ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปได้สะท้อนความเสี่ยงต่างๆ ไปค่อนข้างเยอะแล้ว ที่สำคัญมีหุ้นพื้นฐานดีๆ มากมายที่มูลค่าหุ้นอยู่ในเกณฑ์ถูกเมื่อเทียบกับหุ้นไทย
ขณะที่วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยของแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ของบางประเทศมีโอกาสปรับลดลง หรือค่าเงินอ่อนเกินจริงไปมาก ก็เป็นโอกาสสำหรับการออกไปหาตราสารหนี้คุณภาพดี แถมมีโอกาสทำกำไรจากการปรับลดดอกเบี้ยและการแข็งตัวของค่าเงินอีกด้วย
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







