
อ้อนวอนคลังเว้นสำรองหนี้สินเชื่อรัฐบาล
กรรมการฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์ เต้นขอคลังเว้นสำรองหนี้สินเชื่อนโยบายรัฐ
กรรมการฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์ เต้นขอคลังเว้นสำรองหนี้สินเชื่อนโยบายรัฐ
หลังยอดหนี้เน่าในสิ้นปีนี้แตะ 3.2 หมื่นล้านบาท หากไม่ทำอะไร 3 ปี กระฉูด 5.2 หมื่นล้านบาท
ที่ประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2555 ได้มีการหารือและได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวโน้มตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ล่าสุด ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2555 อยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.2 หมื่นล้านบาท และยังมีลูกหนี้ที่ชำระหนี้ล่าช้า มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระหนี้ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้อีกราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการฟื้นฟูฯ ประเมินว่าลูกหนี้ดังกล่าว มีโอกาสทยอยตกเป็นหนี้เสียภายใน 1-3 ปี
คณะกรรมการฟื้นฟูฯ ยังประเมินว่าจะมีหนี้เสียที่เกิดขึ้นจากลูกหนี้ที่มาจากโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มที่ประสบภัยพิบัติ เหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งมีสินเชื่อทั้งหมด 2.4 หมื่นล้านบาท อีกไม่น้อยกว่า 50% หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
ลูกหนี้ในกลุ่มนี้มียอดสินเชื่อไม่เกินรายละ 5 ล้านบาท ไม่มีหลักประกัน และใช้หลักเกณฑ์ที่ผ่อนปรนในการวิเคราะห์สินเชื่อ รวมทั้งเร่งรัดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือโดยเร็วในแต่ละเหตุการณ์ จึงคาดว่าลูกหนี้เหล่านี้จะตกเป็นเอ็นพีแอลมากกว่าครึ่งหนึ่ง
คณะกรรมการฟื้นฟูฯ จึงเตรียมยื่นหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพื่อขอยกเว้นการสำรองหนี้ สำหรับสินเชื่อที่เป็นนโยบายรัฐ เนื่องจากธนาคารจะได้รับการชดเชยความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อจากรัฐบาล โดยหากได้รับการเห็นชอบจะทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส) ของธนาคารอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น จากปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่า 8.5% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
“คณะกรรมการฟื้นฟูฯ ได้มีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อยุติเรื่องหนี้เอ็นพีแอล เพื่อจะได้หาแนวทางในการแก้ไขที่ชัดเจนและถูกจุดที่สุด และจากข้อมูลทั้งหมดที่มีในตอนนี้ ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้า เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีแบงก์จะไม่ต่ำกว่า 5.2 หมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน หากไม่มีแผนการแก้ไขที่ชัดเจน” กรรมการฟื้นฟูฯ รายหนึ่งเปิดเผย
คณะกรรมการฟื้นฟูฯ จึงได้กำหนดมาตรการและแผนปฏิบัติการที่จะแก้ไขไม่ให้หนี้เอ็นพีแอลปรับตัวสูงขึ้นถึง 5.2 หมื่นล้านบาท โดยได้มีการจัดแบ่งกลุ่มลูกหนี้เอ็นพีแอลเป็นกลุ่มย่อย และได้กำหนดวิธีการแก้ไขให้สอดคล้องกับลูกหนี้แต่ละกลุ่ม โดยคาดว่าจะสามารถแก้ไขหนี้เอ็นพีแอลให้ลดลงได้อย่างน้อยปีละ 1 หมื่นล้านบาท โดยประเมินว่าภายในสิ้นปี 2558 ยอดหนี้เอ็นพีแอลจะเหลือแค่ 1.5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ในส่วนของการปล่อยสินเชื่อใหม่ คาดว่าจะสามารถขยายสินเชื่อได้ปีละ 5% ในช่วงแรกที่อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงกระบวนการทำงาน และหลังจากนั้นในช่วง 23 ปี จะสามารถขยายสินเชื่อได้ปีละ 810% ซึ่งจะทำให้ยอดสินเชื่อ ณ สิ้นปี 2558 เพิ่มเป็น 1.2 แสนล้านบาท และทำให้อัตราส่วนหนี้เอ็นพีแอลลดลงเหลือ 12.5% และหลังจากนั้นจะทยอยลดหนี้เอ็นพีแอลลงอีก รวมถึงเร่งขยายสินเชื่อที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งกำหนดแผนในการป้องกันหนี้ตกชั้นให้ชัดเจน ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะทำให้หนี้เอ็นพีแอลเข้าสู่มาตรฐานของระบบธนาคารคือ ต่ำกว่า 10%







