
'ไทยพาณิชย์'กับก้าวย่าง ธนาคารระดับภูมิภาค
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธนาคารที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างก้าวกระโดด คือ ธนาคารไทยพาณิชย์
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
ไล่เรียงจากการโกยผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2553 ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งถูกทำลายลงในปีถัดมาด้วยตัวเลขผลกำไรปี 2554 ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ผลกำไรในงวด 9 เดือนแรกของปีนี้ ไทยพาณิชย์ฟันกำไรไปแล้วเหนาะๆ ราว 3 หมื่นล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้สูงที่อาจเห็นการประกาศผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3 ปีติดต่อกันจากธนาคารแห่งนี้
ผลกำไรอันสวยหรูเป็นผลมาจากกลยุทธ์ที่เน้นรุกขยายสินเชื่อในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูง ทั้งเอสเอ็มอีและรายย่อย พร้อมกับเร่งสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลูกค้ารายใหญ่ รวมทั้งการได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการสำคัญหลายโครงการ
การเบ่งตัวที่รวดเร็วนี้ทำให้ ณ สิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ขนาดสินเชื่อของไทยพาณิชย์ได้แซงหน้าแบงก์กรุงเทพไปแล้ว โดยมีสินทรัพย์รวมแตะระดับ 2.06 ล้านล้านบาท ตามหลังธนาคารอันดับหนึ่งอย่างแบงก์บัวหลวง เหลือเพียง 2.2 แสนล้านบาท จากที่ในปี 2550 ไทยพาณิชย์ยังตามหลังอยู่ถึง 4.3 แสนล้านบาท
ผู้นำความสำเร็จดังกล่าวมาสู่แบงก์ใบโพธิ์ คือ วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะนำมาซึ่งการแข่งขันและโอกาสในการเติบโตที่สูงขึ้นใกล้เข้ามา ทิศทางของไทยพาณิชย์จะเป็นอย่างไรถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง
วิชิต สะท้อนมุมมองในเรื่องนี้ว่า การเปิดเออีซีที่จะมาถึงทำให้ธนาคารไทยมีโจทย์ในการแข่งขันเพิ่มขึ้นอีก 1 ข้อ เพราะในท้ายที่สุดจะไม่มีใครหนีพ้นจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นได้ โจทย์สำคัญในวันนี้คือจะปรับตัว “รุกและรับ” อย่างไร ซึ่งสำหรับธนาคารขนาดเล็กและกลางอันดับแรกคงจะต้องปรับตัวให้เป็นธนาคารครบวงจรเป็นเชิงรับให้ได้ก่อน
แต่สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งกว่า อาจมีโอกาสในเชิงรุกจากการตามกระแสลูกค้าที่หลั่งไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับธนาคารไทยที่จะออกไป หากยังมีงบดุลที่ไม่แข็งพอ
“การเปิดเสรีในภาคการเงินตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเริ่มเมื่อไร เพราะกรอบการเปิดเสรีในแต่ละภาคต่างกัน แต่ท้ายสุดคงหนีไม่พ้นการเปิดให้ชาติอาเซียนอย่างเดียวทำไม่ได้เพราะผิดกฎของ WTO ถ้าเปิดก็ต้องเปิดทั้งหมด แน่นอนว่าต่างชาติต้องเข้ามาแข่งขันในภาคการเงินจะรุนแรงขึ้น” วิชิต กล่าว
วิชิต กล่าวว่า ธนาคารไทยควรเร่งศึกษาผลกระทบล่วงหน้า ซึ่งยอมรับว่าการเตรียมตัวในการแข่งขันอาจยากขึ้น เพราะขณะนี้ธุรกิจไทยมีความพร้อมด้านเงินทุนจะออกไปอาเซียนแล้วหลายราย เรื่องทุนจึงไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือตอนนี้ไทยยังมีความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านหรืออาเซียนน้อยไป
“ธุรกิจขนาดใหญ่มีการขยายออกไปพักหนึ่งแล้ว ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีก็มีโอกาสขยายไปในประเทศเพื่อนบ้านหรือค้าขายข้ามชายแดน ขณะเดียวกันต่างชาติก็มีโอกาสเข้ามาเช่นกัน ซึ่งล้วนเป็นโอกาส” วิชิต กล่าว
สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ เป้าหมายที่วางเอาไว้คือวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องก้าวขึ้นไปเป็นธนาคารระดับภูมิภาค คือ ชื่อของธนาคารจะต้องเป็นที่รู้จักของเอกชนขนาดใหญ่ในอาเซียน เมื่อธุรกิจเหล่านั้นเข้ามาในไทยจะต้องรู้จักไทยพาณิชย์ เหมือนที่เรารู้จักยูบีเอสในสิงคโปร์ เมย์แบงก์ในมาเลเซีย
“ทิศทางปีหน้าเราจะมองแบบ Regional ต้องเริ่มแล้วไม่งั้นเสียเปรียบ ลูกค้าออกไปปักธงที่ไหนเราจะตามออกไปด้วย ส่วนโอกาสขยายตัวเราในประเทศก็ยังมองหาตลอดเวลา” วิชิต กล่าว
การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลของไทยพาณิชย์เพื่อเป็นสปอนเซอร์ของสนามบินสุวรรณภูมิ จุดแรกที่ต่างชาติได้สัมผัสถึงประเทศไทย บ่งชี้ว่าไทยพาณิชย์เอาจริงเอาจังต่อเป้าหมายดังกล่าวและได้เริ่มตอกหมุดสร้างภาพเพื่อเป็นธนาคารระดับภูมิภาคไปแล้ว
เมื่อผนึกกับเครือข่ายในอาเซียนของไทยพาณิชย์ที่มีอยู่ในลาว สิงคโปร์ กัมพูชา และเวียดนาม รวมทั้งสำนักงานตัวแทนในพม่าที่กำลังจะเปิดในสิ้นเดือนนี้ ที่ถือเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งและพร้อมจะต่อยอดได้ทันที
งานนี้จึงน่าติดตามดูเป็นอย่างยิ่งว่ากลยุทธ์รุกเป็นรับที่กระชับฉับไวสไตล์วิชิต ที่ต้องการหว่านเมล็ดต้นโพธิ์ให้ไปแผ่กิ่งก้านสาขา ปกคลุมทั่วอาเซียนนั้น จะใช้ปุ๋ยสูตรใดเพื่อเร่งการเติบโตให้งอกงาม







