posttoday
ภาระหนักของผู้กำหนดนโยบายช่วงท้ายปี

ภาระหนักของผู้กำหนดนโยบายช่วงท้ายปี

26 พฤศจิกายน 2555

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยคาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.60-30.85 บาท/เหรียญสหรัฐ

โดย...ปารีณา พ่วงศิริ

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยคาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.60-30.85 บาท/เหรียญสหรัฐ

โดยในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นค่าเงินเคลื่อนไหวในกรอบเดิมๆ เช่นนี้ สาเหตุหลักเป็นเพราะตลาดการเงินโลกยังคงรอความชัดเจนจากเศรษฐกิจหลักสำคัญอย่างสหรัฐ ถึงแนวทางการแก้ปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ที่ถ้าหากไม่สามารถตกลงด้วยความประนีประนอมได้ เราอาจจะได้เห็นเศรษฐกิจสหรัฐ (และอาจรวมไปถึงเศรษฐกิจโลก) กลับเข้าสู่ภาวะย่ำแย่อีกครั้ง และทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลหยุดชะงัก

นี่ยังไม่นับรวมเอาปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐในระดับสูงที่อาจพุ่งชนเพดานหนี้ที่ทางการกำหนดไว้ในอีกไม่กี่วัน ยิ่งช่วงนี้เข้าใกล้ช่วงปลายปีเข้าไปทุกที ทำให้หลายคนรู้สึกอยู่ในฮอลิเดย์โหมด ไม่ว่าจะเป็นวันขอบคุณพระเจ้าในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หรือเทศกาลคริสต์มาส และวันปีใหม่ที่กำลังมาถึง แต่จริงๆ งานหนักยังรอพวกเราอยู่ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้ โดยเฉพาะผู้กำหนดนโยบายทั้งในและต่างประเทศที่อาจต้องเหนื่อยหน่อย เพื่อได้เห็นปี 2556 สดใสขึ้น

ในสัปดาห์นี้ มีข้อมูลเศรษฐกิจไทยให้ติดตามอยู่หลายตัว ทั้งตัวเลขผลิตภาคอุตสาหกรรม ตัวเลขการส่งออกเดือน ต.ค. ที่อาจต้องลุ้นจนตัวโก่งให้ออกมากระเตื้องขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาบ้าง การประกาศภาวะเศรษฐกิจและการเงินรายเดือนของแบงก์ชาติ รวมถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งสุดท้ายของปีนี้

นอกจากปัจจัยในประเทศแล้ว ยังมีข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญและคาดว่าจะทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนขยับขึ้นลงได้อยู่หลายตัว อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐ ดัชนีราคาบ้านสหรัฐ จาก S&P/Case-Shiller รวมถึงคำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานจากยูโรโซน รวมถึงตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของสหราชอาณาจักร

ค่าเงินบาท เปิดตลาดที่ระดับ 30.71 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเงินบาทเปลี่ยนทิศทางการขึ้นลงแบบรายวัน แต่ก็ถือว่าเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 30.62-30.79 และยังเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค สำหรับปัจจัยกำหนดทิศทางหลักยังเป็นมาจากต่างประเทศ แม้มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของปี 2555 จากสภาพัฒน์ แต่ค่าเงินบาทดูเหมือนไม่ได้ตอบสนองกับตัวเลขนี้

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ 3% ในไตรมาส 3 แม้จะชะลอตัวลงจาก 4.4% ในไตรมาส 2 โดยเศรษฐกิจไทยยังได้รับการสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่งและการเติบโตของการลงทุน ขณะที่สภาพัฒน์คาดว่า GDP ขยายตัวได้ 5.5% ในปีนี้ และ 4.5-5.5% ในปีหน้า

นอกจากเรื่องของทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นประเด็นควรระวังสำหรับค่าเงินบาทในระยะต่อไป คือ ในสัปดาห์ที่ผ่านๆ มา เราได้เห็นชะตากรรมของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่ถูกเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ากดดันค่าเงินให้แข็งค่าขึ้น ในช่วงแรกเราเห็นเงินฝรั่งบุกไปฮ่องกง แต่ช่วงนี้หันเป้าหมายมาเกาหลีใต้ ส่งผลให้เงินวอนดีดตัวขึ้นแรงไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 14 เดือนในสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทางการเกาหลีใต้ต้องเข้ามาแทรกแซงค่าเงิน และยังเผยว่าอาจจะออกมาตรการใหม่มาเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินจากเงินทุนไหลเข้าในสัปดาห์นี้ ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งกว่าประเทศตะวันตก และระบบการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ค่อนข้างเสรี

หากวันไหนเกิดโชคไม่ดีขึ้นมา ฝรั่งอยากเข้ามาชิมต้มยำกุ้ง อาจทำให้เราตกเป็นเป้าของเงินทุนจากต่างชาติได้ ประเด็นนี้สำคัญเพราะการเคลื่อนย้ายของเงินทุนถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง (แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว) ที่ กนง.จะนำมาพิจารณาในการตัดสินนโยบายการเงินในการประชุมวันพุธนี้ ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/บาท อยู่ที่ระดับ 30.68

ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.2736 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องเงินช่วยเหลือก้อนใหม่ของกรีซเป็นสิ่งที่ตลาดจับตามองเป็นอย่างมาก และถือเป็นปัจจัยหลักกำหนดทิศทางค่าเงินยูโรตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ในวันที่ 20 พ.ย. รัฐมนตรีคลังยูโรโซนทั้ง 17 ท่าน ประชุมหารือร่วมกันในกรุงบรัสเซลส์ เป็นเวลานานกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ของกรีซ และถึงแม้กรีซยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามที่ตลาดคาดไว้ แต่ตลาดตอบสนองในเชิงบวก จากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่ส่งสัญญาณว่า ยูโรโซนมีโอกาสบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกรีซในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งคือการประชุมวันที่ 26 พ.ย. ส่งผลให้ค่าเงินยูโรที่อยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น

ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจอย่างดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเบื้องต้น (PMI) ที่รวมทั้งภาคการผลิตและบริการเอาไว้ออกมาดีกว่าที่คาด ขณะที่การสำรวจภาวะธุรกิจจากสถาบัน Ifo ของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยูโรโซนอย่างเยอรมนีบ่งชี้ ถึงความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นเหนือความคาดหมาย เงินยูโรในช่วงปลายสัปดาห์ปรับแข็งค่าขึ้น โดยดีดตัวขึ้นไประดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างสัปดาห์ มีปัจจัยลบออกมาให้ตลาดได้เห็นบ้าง โดยสถาบันจัดอันดับเครดิต Moody’s ปรับลดความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของฝรั่งเศสลงหนึ่งระดับ จาก Aaa เป็น Aa1 แต่ดูเหมือนค่าเงินยูโรจะไม่ตอบสนองกับปัจจัยลบนี้เท่าใดนัก ณ วันศุกร์ ยูโร/เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 1.2904

ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 81.26 ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่ามากจากสัปดาห์ก่อนหน้า เงินเยนเผชิญกับแรงกดดันอย่างน่าเป็นห่วงต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมา สาเหตุหลักจากความกดดันด้านปัจจัยทางการเมืองภายใน หลังการประกาศยุบสภาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยคาดว่าผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนต่อไป คือ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านคนปัจจุบันที่ต้องการให้ญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นจนกว่าเศรษฐกิจจะออกจากภาวะเงินฝืดได้

จากการคาดการณ์ดังกล่าว ทำให้ตลาดพากันเทขายเงินเยนจนปรับตัวอ่อนค่าเกือบ 2% ภายในช่วงหนึ่งสัปดาห์ นอกจากนี้ในการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น โดยธนาคารมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยในระดับเดิมที่ 0.10% และไม่ได้มีการขยายโครงการซื้อสินทรัพย์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งถือว่าเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ ตลาดมองว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นชะลอการออกมาตรการกระตุ้นทางการเงินออกไปเพื่อประเมินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ก่อน สำหรับค่าเงินเยน ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/เยน อยู่ที่ระดับ 82.28

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท