posttoday
ทำไม ‘AEC’ จึงสำคัญ

ทำไม ‘AEC’ จึงสำคัญ

26 พฤศจิกายน 2555

ปัจจุบัน “AEC” กำลังเป็นกระแสที่ขึ้นสูง และไม่ได้ “สูง” เฉพาะในหมู่สมาชิกอาเซียน (ASEAN) 10 ประเทศ เท่านั้น

โดย...สมภพ มานะรังสรรค์

ปัจจุบัน “AEC” กำลังเป็นกระแสที่ขึ้นสูง และไม่ได้ “สูง” เฉพาะในหมู่สมาชิกอาเซียน (ASEAN) 10 ประเทศ เท่านั้น แต่ดูประหนึ่งว่ากำลังกลายเป็นประเด็นโลก (Global Issue) ไปเรียบร้อยแล้ว

คำถามก็คือ “ทำไม?”

เพราะเท่าที่เป็นอยู่มูลค่าของ GDP ของทั้ง 10 ประเทศสมาชิกของอาเซียนนั้น รวมกันแล้วก็ตกประมาณ 2 ล้านล้าน (Trillion) ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 3% ของ GDP รวมทั่วโลกเท่านั้น

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าหากไม่เอากล้องส่องทางไกลส่องดูก็อาจจะหา “GDP” ของอาเซียนไม่เจอ

เท่าที่เป็นอยู่ GDP ของอาเซียนเล็กกว่า GDP ของจีนมาก โดยในปี 2554 ที่ผ่านมา GDP แดนมังกร มีค่าสูงถึง 7.26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

นั่นก็หมายความว่า GDP ของจีน มีมูลค่าสูงกว่าของอาเซียนทั้งกลุ่ม ถึงเกือบ 4 เท่าตัว

ยิ่งถ้าหากเทียบกับสหภาพยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มภูมิภาคนิยม (Regional Cooperation) ที่ใหญ่ที่สุดของโลกในด้านของมูลค่า GDP แล้ว ปรากฏว่า GDP อาเซียนคิดเป็นเพียง 1 ใน 8 ของ GDP สหภาพยุโรปเท่านั้น

แม้ GDP ของสหภาพยุโรป จะใหญ่กว่าของอาเซียนถึง 89 เท่าตัว แต่ประชากรรวมของ “EU” ทั้งกลุ่มที่มีถึง 27 ประเทศด้วยกัน กลับมีเพียงประมาณ 540 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าของกลุ่มอาเซียนที่มีประชากร 580 กว่าล้านคน ร่วม 10%

ข้อมูลคร่าวๆ เพียง 2 ตัว คือ ขนาดของ GDP และจำนวนประชากรตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ได้แสดงให้เห็นว่า ขณะที่อาเซียนมีสัดส่วนของมูลค่า GDP เพียง 3% GDP โลกนั้น กลุ่มอาเซียนกลับมีประชากรถึงประมาณ 9% ของประชากรรวมทั่วทั้งโลก

ขณะที่กลุ่ม “EU” ที่มีมูลค่า GDP คิดเป็นสัดส่วนถึง 2627% ของ GDP รวมทั่วโลกนั้น กลับมีประชากรเพียง 8% ของประชากรโลกเท่านั้น

นั่นแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันกลุ่มอาเซียนยังเป็นเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในวัยเยาว์มากเมื่อเทียบกับ “EU” ที่แม้ว่าจะ “รวย” แต่ก็ร่วงโรยด้วยความชราภาพมากแล้ว

ดังนั้น หากเลี้ยงดูและ “ฟูมฟัก” ให้ดี กลุ่มอาเซียนก็จะมีโอกาสเจริญวัยเติบใหญ่ในทางเศรษฐกิจได้อีกมาก และอีกอย่างต่อเนื่องยาวนาน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาเซียนก็จะต้องมีข้าวปลาอาหารที่ดี และเพียงพอต่อการเลี้ยงดูเศรษฐกิจของตนให้เติบโตขึ้นมา

“อาหาร” จานสำคัญจานหนึ่งของกลุ่มอาเซียนมีชื่อว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ “AEC” (ASEAN Economic Community) ซึ่งได้เริ่มเดินเครื่องทำงาน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 เป็นต้นมา เพราะสมาชิกอาเซียนดั้งเดิมที่เรียกว่า “Core ASEAN Members” จำนวน 6 ประเทศ อันประกอบไปด้วย ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และประเทศไทย ได้เปิดเสรีทางการค้า (Free Trade) กันแล้ว และขยับขยายตัวด้านการเปิดเสรีด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน ภาคบริการ การเงิน และแรงงาน มีฝีมือเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

ภายในปี 2558 นี้ “AEC” ก็จะเดินเครื่องค่อนข้างเต็มที่ เพราะจะมี “New ASEAN Members” อีก 4 ประเทศ อันประกอบไปด้วย ประเทศเวียดนาม สหภาพเมียนมาร์ ลาว และประเทศกัมพูชา ที่จะ “สมทบ” และเดินอยู่บนเส้นทาง “AEC” ไปด้วยกัน

“AEC” จึงเข้าข่าย “เล็กพริกขี้หนู” และเข้าตาประชาคมโลกมากยิ่งขึ้นดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากเหตุผลในทางเศรษฐกิจแล้ว อาเซียนยังมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Significance) ในหลายๆ สถานะ ทั้งในเชิงภูมิภาคและระดับประเทศ

ในเชิงภูมิภาคนั้น กลุ่มอาเซียนแห่งอาคเนย์ตั้งอยู่ระหว่างกลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็นที่ตั้งของชาติสำคัญๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และภูมิภาคเอเชียใต้ที่มี อินเดีย ปากีสถาน และอีกหลายประเทศตั้งอยู่

การลำเลียงสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์พลังงานจากตะวันออกกลาง (Middle East) อันเป็นแหล่งอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก ไปสู่ย่านเอเชียแปซิฟิก อันเป็นแห่งอุปสงค์ (Demand Base) ที่สำคัญที่สุดของผลิตภัณฑ์พลังงานนั้น ก็ต้องผ่านน่านน้ำของเอเชียอาคเนย์ เช่น ผ่านช่องแคบมะละกา และเส้นทางอื่นๆ เพื่อลำเลียงผลิตภัณฑ์พลังงานเหล่านั้นไปยังประเทศที่ต้องบริโภคน้ำมันมาก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ

สภาวการณ์ดังกล่าว ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมประเทศที่เป็นทั้งอภิมหาอำนาจและมหาอำนาจโลกจึงพยายาม “ต่อสาย” ขยายอิทธิพลไปสู่ “พื้นที่” ของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนในแง่รายประเทศนั้น บางประเทศของกลุ่มอาเซียนก็มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น สหภาพเมียนมาร์ (Union of Myanmar) ที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางระหว่างสองมหาอำนาจแห่งเอเชีย นั่นก็คือ จีนและอินเดีย

ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมปัจจุบันผู้นำเมียนมาร์ จึงรับ “แขก” สำคัญๆ ระดับโลก ชนิด “หัวกระไดไม่แห้ง” กันเลยทีเดียว

ดังเช่นรูปธรรมล่าสุดก็คือ การเดินทางมาเยือนและร่วมประชุม “อาเซียนซัมมิต” ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทันทีที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในตำแหน่ง “ประมุข” แดนอินทรีในวาระที่สอง

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน