
แช่เข็งเครดิตประเทศไทย
แม้สถานการณ์ของม็อบ เสธ.อ้าย จะจบลงไปแล้ว แต่เศรษฐกิจของไทยยังต้องเดินหน้ากันต่อไป โดยข่าวสำคัญในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้สถานการณ์ของม็อบ เสธ.อ้าย จะจบลงไปแล้ว แต่เศรษฐกิจของไทยยังต้องเดินหน้ากันต่อไป โดยข่าวสำคัญในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
บริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) และบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ต่างเห็นตรงกันที่จะจัดอันดับเครดิตประเทศไทยต่ำกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยยังคงเครดิตไทยที่ BBB จากที่ควรจะอยู่ระดับ A หรือ AA เนื่องจากยังไม่มั่นใจ 2 ประเด็น คือ ความชัดเจนด้านนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล และปัญหาการเมืองของไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังมั่นใจว่า เศรษฐกิจของไทยในปี 2556 จะขยายตัวได้ 4.5-5.5% ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดยขยายตัว 3.9% ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกขยายตัว 12.2% ราคาน้ำมันทั้งปีไม่เกินเฉลี่ย 113 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อทั้งปี เฉลี่ยที่ 2.5-3.5% การเบิกจ่ายงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 80% ของงบทั้งหมด โดยเฉพาะงบบริหารจัดการน้ำต้องเบิกจ่ายไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท และงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งไม่มีภัยแล้งที่กระทบภาคเกษตรรุนแรง
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ 5.5% แม้ว่า 9 เดือนแรกปีนี้จะขยายตัวเพียง 2.6% ก็ตาม โดยเป็นผลจากเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 3% ชะลอจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 4.4%
รัฐบาลมือเติบหาได้ไม่พอใช้ ทำเงินคงคลังลดฮวบเหลือ 2.97 แสนล้านบาทนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าว
ว่า ขณะที่ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.5 แสนล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 2.63 หมื่นล้านบาท หรือ 21.3% ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตรถยนต์ได้สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงเศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 3.12 แสนล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 1.45 แสนล้านบาท หรือ 87% ซึ่งเป็นผลจากการที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณก่อนมีผลบังคับใช้ล่าช้า ประกอบกับรัฐบาลได้เร่งดำเนินนโยบายทางการคลังของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การเบิกจ่ายมากกว่ารายได้ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 1.62 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 1 แสนล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 2.62 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล โดยใช้เงินคงคลังที่มีอยู่ในระดับสูงไปก่อน ทำให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2555 มีจำนวน 2.97 แสนล้านบาท
ด้าน นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 2-2.27 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่าจะเสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดยระยะเวลาการลงทุน 7 ปี แต่ละปีมีเงินลงทุน 3 แสนล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นปีละ 0.4-0.5%
ทั้งนี้ เงินกู้ดังกล่าวแบ่งเป็นโครงการลงทุนด้านขนส่งระบบราง 1.18 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54% ขนส่งทางบก 4.29 แสนล้านบาท หรือ 20% ขนส่งทางน้ำ 1.26 แสนล้านบาท หรือ 6% ขนส่งทางอากาศ 6.69 หมื่นล้านบาท หรือ 3% ที่เหลือเป็นการลงทุนโครงการอื่นๆ อีก 17% โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดการกู้เงินในแต่ละโครงการ
อย่างไรก็ตาม การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของจีดีพี ในปี 2559 และปี 2560 ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมแลก เพราะไทยไม่ได้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมานาน และขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ โดยเงินกู้ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.8% คุ้มค่ากับการลงทุนพัฒนาประเทศ
ยังคงมีปัญหาต่อเนื่องสำหรับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้รัฐบาลรับภาระชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้ยืมมาใช้ในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐบาลจำนวนทั้งสิ้น 1.13 แสนล้านบาท โดยเงินกู้จำนวนนี้เป็นเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554/2555 และสินค้าเกษตรอื่นๆ 9.62 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2556 ธ.ก.ส. มีเงินกู้ที่ครบกำหนดชำระทั้งสิ้น 1.13 แสนล้านบาทเศษ โดยเป็นเงินกู้ในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร ปีการผลิต 2551/2552 จำนวน 1.75 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินกู้ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและสินค้าเกษตรอื่นๆ 9.62 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้เห็นว่า ธ.ก.ส. มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการกู้เงินมาเพื่อยืดอายุเงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ เพื่อไม่ให้ผิดนัดชำระหนี้ และไม่ได้กระทบกับหนี้สาธารณะแต่อย่างใด







