
ค่าแรง300ดันสินค้าปีหน้าแพง10%
แวดวงธุรกิจตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศในต้นเดือน ม.ค.ปีหน้า
แวดวงธุรกิจตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศในต้นเดือน ม.ค.ปีหน้า
ตามที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หาเสียงไว้ กำลังพ่นพิษให้ผู้ประกอบการสายป่านสั้นปรับตัวไม่ทัน ต้องปิดกิจการ ขณะที่คนไทยเตรียมรับมือกับปัญหาสินค้าราคาแพง
เมื่อนายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า นโยบายการปรับค่าแรงทั่วประเทศไทยเป็น 300 บาท/วัน รัฐบาลไม่มีเหตุผลให้เอกชนตรึงราคาสินค้า ซึ่งเฉลี่ยราคาสินค้าปีหน้าจะปรับราคาขึ้น 5-10%
ขณะที่นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เดือน ธ.ค.นี้ ภาคธุรกิจต่างๆ อาจเลิกกิจการก่อนขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัด เพราะนายจ้างสามารถจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างในอัตราที่น้อยกว่า ที่ปรับขึ้นค่าจ้างแล้ว ซึ่งมาตรการในการเฝ้าระวังการเลิกจ้างนั้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั่วประเทศเร่งสร้างความเข้าใจและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะใน 29 จังหวัดที่มีการปรับค่าจ้างแบบก้าวกระโดด
เร่งศึกษาไรซ์เทรดโซนกัมพูชา
นายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และโฆษกข้าวประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำเขตพิเศษการค้าข้าว (Rice Trade Zone -RTZ) ว่า ไทยจะจัดทำ RTZ กับประเทศกัมพูชาก่อนเป็นประเทศแรก เพื่อจัดทำเป็นต้นแบบ สำหรับดำเนินการกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นต่อไป โดยขณะนี้ กรมอยู่ระหว่างการศึกษาผลดีผลเสียของการจัดทำ RTZ ในแต่ละจังหวัดชายแดนที่ติดกับกัมพูชา ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก เช่น จ.สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา เป็นต้น
สำหรับสาเหตุที่ต้องจัดทำเขตพิเศษดังกล่าวกับกัมพูชาก่อน เป็นเพราะปกติจะมีการลักลอบนำเข้าข้าวเปลือกจากกัมพูชามาขายในประเทศอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ตลาดข้าวไทยได้รับผลกระทบ ไทยจึงน่าจะหาทางนำเข้าข้าวของกัมพูชามาทำตลาดให้เองเพื่อตัดปัญหาการลักลอบ และยังดีกว่าจะปล่อยให้กัมพูชาขายให้เวียดนาม แล้วเวียดนามก็นำมาขายราคาต่ำแข่งกับข้าวไทยในตลาดโลก จนทำให้ราคาข้าวโลกตกต่ำ
เชื่อมั่นอุตฯ ต.ค.ต่ำสุด 11 เดือน
สภาวะเศรษฐกิจโลก ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ปัญหาการเมืองไม่นิ่งทุบความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยเดือน ต.ค. ต่ำสุดในรอบ 11 เดือน โดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยเดือน ต.ค. 2555 จำนวน 1,153 ราย ครอบคลุม 42 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าดัชนีอยู่ระดับ 93.0 ต่ำสุดในรอบ 11 เดือน นับจากเดือน ธ.ค. 2554 และปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่ไม่ดี โดยผู้ประกอบการกังวลต่อต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบ การปรับค่าแรง 300 บาท ค่าไฟฟ้า รวมถึงปัญหาการเมืองภายในประเทศ
สำหรับปัจจัยแวดล้อมที่กระทบต่อผู้ประกอบการ พบว่ามีปัจจัยใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกมากที่สุด เพราะมีความผันผวนสูงสุด สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศมีความไม่แน่นอน ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง
ทุนมาเลย์-สิงคโปร์เทกฯโรงงานผลิตยาไทย
นายวีระพัฒน์ ถกลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มนักลงทุนจากประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ สนใจเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตยาในประเทศไทยจำนวนมากเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตยา (ฮับ) ส่งออกไปยังกลุ่มสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออี) เนื่องจากไทยมีสถานที่ตั้งเป็นศูนย์กลาง มีระบบการขนส่งที่ดี รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. กระทรวงสาธารณสุขได้ออกนโยบายให้โรงงานใช้มาตรฐานการผลิต PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตยาระดับสากล สร้างการยอมรับวงการผลิตยา
มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเป็นฮับด้านการผลิตยาในอาเซียนได้ หากรัฐบาลให้การสนับสนุนและมีแนวทางการส่งเสริมที่ชัดเจน เช่น การให้แรงจูงใจด้านเงินทุนเพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการก้าวเข้าสู่มาตรฐาน PIC/S มากขึ้น เนื่องจากมาตรฐานดังกล่าวต้องใช้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ในการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการผลิต มาตรการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลให้กับโรงงานยา เป็นต้น “ประเทศไทยมีโรงงานผลิตยากว่า 160 แห่ง มีเพียงบริษัทรายเดียวที่ได้มาตรฐาน PIC/S เพราะต้องใช้งบประมาณลงทุนสูง รัฐควรมีอินเทนซีฟให้ เพราะขณะนี้จากนโยบายการคุมราคายาของภาครัฐทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ซึ่งว่าในอนาคตมาตรการนี้จะทำให้รายย่อยปิดตัวโรงงานและยกเลิกการจ้างจำนวนมาก







