
เริ่มไซด์เวย์...ให้ดู 1,260 เป็นจุดเปลี่ยนทิศ
ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 1,260 จุดที่ให้ไว้ ก่อนมีช่วงรีบาวด์แต่ยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,290-1,295 จุดได้ กลับมาอ่อนตัวลงอีกครั้ง โดยประเด็นของตลาดหุ้นไทยโดนขายทำกำไร ยังคงเป็นเรื่องการปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่านักลงทุนสถาบันจะซื้อสุทธิในระดับที่เท่าๆ กัน แต่การซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศยังเป็นลักษณะของการตั้งรับ ทำให้ตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมากลับมามีช่วงอ่อนตัวลงจากแรงขายของต่างชาติเป็นหลัก
ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 1,260 จุดที่ให้ไว้ ก่อนมีช่วงรีบาวด์แต่ยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,290-1,295 จุดได้ กลับมาอ่อนตัวลงอีกครั้ง โดยประเด็นของตลาดหุ้นไทยโดนขายทำกำไร ยังคงเป็นเรื่องการปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่านักลงทุนสถาบันจะซื้อสุทธิในระดับที่เท่าๆ กัน แต่การซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศยังเป็นลักษณะของการตั้งรับ ทำให้ตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมากลับมามีช่วงอ่อนตัวลงจากแรงขายของต่างชาติเป็นหลัก
ส่วนสหรัฐเรื่อง Fiscal Cliff มีแนวโน้มในเชิงบวกมากขึ้น หลังจากที่ทั้งฝ่ายรีพับลิกันและเดโมแครตให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการเจรจากันก่อนสิ้นปี โบห์เนอร์ ผู้นำ สส.รีพับลิกัน เชื่อว่ากรอบเวลาในการเจรจามีความสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของ โอบามา และจะสามารถช่วยหลีกเลี่ยงภาวะ Fiscal Cliff ได้เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวแย่กว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน นอกเหนือจากแรงขายของต่างชาติแล้ว คาดว่ามาจากประเด็นทางด้านการเมืองที่ทางกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามจะมีการชุมนุมในวันที่ 24 พ.ย.นี้
ทิศทางในสัปดาห์นี้ คาดว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันตลาด โดยหากตลาดไม่สามารถยืนเหนือ 1,260 จุดได้ มีโอกาสกลับมาลงไปที่ 1,2401,230 จุด ในขณะที่หากยืนได้การปรับตัวขึ้นจะชะลอตัวที่บริเวณ 1,285 และ 1,295 จุด ทำให้ในเบื้องต้นคาดว่าเป็นการแกว่งตัวในกรอบ โดยมีระดับ 1,260 เป็นจุดตัดสินใจการเปลี่ยนทิศทางเป็นขึ้นลง และปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางคาดว่ามี 4 เรื่อง ดังนี้ 1.เรื่อง Fiscal Cliff 2.เรื่องการให้เงินกู้กรีซ 3.เรื่องการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม และ 4.แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ
ประเด็นแรกเรื่อง Fiscal Cliff เราประเมินว่าจะสามารถตกลงกันได้ในที่สุดเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยหากมีการขึ้นภาษีพร้อมกับการลดค่าใช้จ่าย 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จะส่งผลให้ GDP สหรัฐลดลงจากเดิมประมาณ 3% กลายเป็นติดลบ 0.5% ซึ่งในตอนนี้ตลาดมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถตกลงกันได้อย่างเร็วที่สุดในต้นเดือน ธ.ค. และทำให้ผลกระทบต่อ GDP น้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ที่ 3% ทำให้ในช่วงนี้ตลาดยังคงขึ้นลง ตามกระแสข่าวบวกลบ ที่เข้ามากระทบก่อนที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน นอกจากนี้ด้านเฟดก็ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจหากสภาคองเกรสไม่สามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ทัน โดยเฟดประเมินว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะสดใสหากไม่มีผลกระทบจาก Fiscal Cliff
ประเด็นที่สอง เรื่องกรีซ ผลการประชุม รมว.คลังยุโรป ล่าสุดพบว่ายังไม่มีข้อยุติว่าจะให้เงินกู้ก้อนถัดไปแก่กรีซหรือไม่ แม้ว่าสภากรีซจะผ่านแผนลดค่าใช้จ่ายแล้วก็ตาม โดยทาง รมว.คลังยุโรป จะมีการเจรจาอีกครั้งในวันที่ 26 พ.ย.นี้ สำหรับประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาอยู่ที่เจ้าหนี้ยูโรโซนไม่ยอมลดหนี้ลง ทางเยอรมนีระบุว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ทำให้แนวทางการลดหนี้ถูกปฏิเสธไป โดยประเด็นที่สำคัญในการเจรจา 2 วันที่ผ่านมา เป็นความพยายามในการแก้ปัญหาในระยะยาว ในขณะที่การแก้ไขปัญหาในระยะสั้นโดยการให้เงินกู้รอบใหม่แก่กรีซ 4.4 หมื่นล้านยูโร เราคาดว่าจะสามารถได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้
ประเด็นที่สาม เรื่องการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม คาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดก่อนที่จะถึงปลายสัปดาห์ โดยที่ผ่านมาตลาดมักมีการปรับตัวลงก่อนที่จะถึงวันชุมนุม และในวันชุมนุมตลาดมักไม่ตอบสนองเชิงลบกับประเด็นนี้มากนัก ส่วนประเด็นสุดท้าย เรื่องแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิไปทั้งสิ้น 3.68 หมื่นล้านบาท ทำให้ยังมีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะทำการปรับพอร์ตได้ต่อ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้สังเกตระดับดัชนีที่ 1,260 หากปรับตัวลงหลุดต่ำกว่าแนะนำให้รอซื้อที่ 1,2401,230 จุด ในขณะที่ไม่หลุดคาดว่ามีโอกาสรีบาวด์สั้น แต่การปรับตัวขึ้นยังคงติดที่แนวต้าน 1,285 หรือ 1,295 จุด อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าในต้นเดือน ธ.ค. ตลาดจะมีช่วงแกว่งตัวขึ้นได้บ้าง เนื่องจากประเมินว่าเม็ดเงิน LTF จะเป็นปัจจัยที่หนุน พร้อมๆ กับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติจะสิ้นสุดก่อนวันหยุดยาวในเดือน ธ.ค.







