
หอการค้าชงโต้งแก้มาตรการช่วยเอสเอ็มอี
หอการค้าชง "โต้ง" แก้ 5 มาตรการช่วยเอสเอ็มอี รับมือขึ้นค่าแรงโชว์โมเดลกองทุนส่วนต่างค่าจ้าง ร้องรัฐยื่นมือช่วยแบบขั้นบันได
หอการค้าชง "โต้ง" แก้ 5 มาตรการช่วยเอสเอ็มอี รับมือขึ้นค่าแรงโชว์โมเดลกองทุนส่วนต่างค่าจ้าง ร้องรัฐยื่นมือช่วยแบบขั้นบันได
เมื่อวันที่ 21 พ.ย. คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร มีการประชุมพิจารณาผลกระทบจากการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) โดยเชิญตัวแทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทยเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ
นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จะเตรียมเสนอให้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนพิจารณามาตรการเพิ่มเติมในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังเป็นประธานเร่งดำเนินการแก้ไขมาตรการบรรเทาผลกระทบ 27 มาตรการย่อย โดยจะเสนอให้ปรับปรุงแก้ไข 5 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการข้อ1.การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของฝ่ายนายจ้าง-ลูกจ้าง โดยขอเสนอให้ลดอัตราเงินสมทบเหลือฝ่ายละ 2.5% จากมาตรการเดิมที่เสนอให้ลดลงเหลือฝ่าย 3%
ข้อ 9 การลดอัตราภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับการเหมาช่วงการผลิตขอเสนอให้ลดลงเหลือ 0.1% เป็นระยะเวลา 3 ปีจากมาตรเดิมที่เสนอให้ลดลงเหลือ 0.5% ไม่กำหนดระยะเวลา ข้อ 10 การลดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขอเสนอให้ลดในอัตรา 50% เป็นระยะเวลา 3 ปี จากมาตรการเดิมที่กำหนดไว้กว้างๆ เพียงให้คิดอัตราค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่าธุรกิจรายใหญ่เท่านั้น
นายสมเกียรติ ยังเสนอให้แก้มาตรการข้อ 11 การลดค่าธรรมเนียมห้องพักที่เรียกเก็บสำหรับโรงแรมหรือที่พักแรมที่เป็นเอสเอ็มอี โดยเสนอให้ปรับลดค่าธรรมเนียมลง 50% เป็นระยะเวลา 3 ปี รวมถึงข้อ 16 สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิตที่มีวงเงินช่วยเหลือเอสเอ็มอี 2 หมื่นล้านบาทโดยเสนอให้ขยายระยะเวลาสินเชื่อออกไป 3 ปีจากมาตรการเดิมที่ขยายระยะเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น ทั้งนี้ทางสภาการหอการค้ายังหารือกันโดยเห็นว่าควรแก้ไขมาตรการข้อ 5 ที่ระบุถึงมาตรการการจัดตั้งกองทุนการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ประกอบการ
"ในส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น เราเสนอให้ภาครัฐรับผิดชอบ 75% นายจ้างรับภาระ 25% ในปี 56 ที่เริ่มใช้นโยบายขึ้นค่าแรง 300 ทั่วประเทศ ในปี 57 รัฐจึงค่อยๆ ลดการแบกรับภาระลงเหลือ 50% ในปี 58 เหลือ 25% ก่อนจะให้ผู้ประกอบการจ่ายส่วนต่างค่าจ้างเต็มอัตรา 100% ในปี 59"นายสมเกียรติกล่าว
นายสมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ข้อเสนอเหล่านี้ทางสภาหอการค้าได้เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อให้นายกิตติรัตน์พิจารณา โดยคาดว่าจะเรียกประชุมเร็วๆ นี้ เพราะตามมติ ครม.ต้องเรียกประชุมไม่เกิน 30 วันหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการ
นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการสำรวจภาคธุรกิจที่ไดรับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 7 จังหวัดก่อนหน้านี้พบว่าภาคเกษตรได้รับผลกระทบ 6.1% ภาคการค้า 5.2% ภาคบริการ 10.1% และภาคอุตสาหกรรม 5.3% หลังจากมีการปรับขึ้นค่าแรงทั่วทั้งประเทศเชื่อว่าภาคบริการจะยังได้รับผลกระทบหนักสุด อย่างไรก็ตามจากการสำรวจผลกระทบจากนโยบายค่าแรงทั้งทั้งประเทศที่ทางหอการค้าสำรวจระบุว่าหากมีการประกาศขึ้นค่าแรงทั้งประเทศ ภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบ 4.6% ภาคการค้า 38.3% ภาคบริการ 35.6% และภาคอุตสาหกรรม 21.4% แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ถือเป็นทางการ ต้องรอการวิเคราะห์จากสภาหอการค้าอีกครั้ง







