
EBANKเทรดวันแรก20พ.ย.
“EBANK” กองทุนรวมอีทีเอฟอ้างอิงดัชนีหมวดธนาคาร พร้อมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 20 พ.ย.นี้
“EBANK” กองทุนรวมอีทีเอฟอ้างอิงดัชนีหมวดธนาคาร พร้อมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 20 พ.ย.นี้
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับกองทุนเปิด KTAM SET Banking ETF Tracker หรือ EBANK ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟที่มีนโยบายลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนอ้างอิงกับดัชนีหมวดธนาคาร (SET Banking Sector) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าซื้อขายในหมวดธุรกิจหน่วยลงทุนของอีทีเอฟ ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2555 เป็นต้นไป
“ดัชนีหมวดธนาคารมีหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบจำนวน 11 หลักทรัพย์ โดยหลักทรัพย์หมวดดังกล่าวเป็นที่นิยมของผู้ลงทุน เพราะเป็นหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) รวมกว่า 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของตลาดฯ” นอกจากนี้ยังเป็นหลักทรัพย์ที่สภาพคล่องสูง โดยหมวดธนาคารเป็นหมวดที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด คือเฉลี่ยกว่า 6,000 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 20% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด ที่สำคัญตลอดทั้งปีดัชนีหมวดธนาคารยังมีการเติบโตสูงกว่าตลาดโดยปรับเพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับ SET Index ที่เพิ่มขึ้น 26% การซื้อขาย EBANK จะช่วยให้ผู้ลงทุนได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น โดยได้รับผลตอบแทนเหมือนกับการลงทุนในหุ้นธนาคารทั้งหมวด ไม่ต้องซื้อหุ้นเป็นรายตัว และสามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นได้ทันที
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย เปิดเผยว่า การที่บริษัทสามารถขายหน่วยลงทุนกองทุน EBANK ได้กว่า 616 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท และมีผู้จองซื้อมากกว่า 2,300 รายนั้น ถือว่าบริษัทประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง เนื่องจากได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างสูงจากลูกค้าทั่วประเทศผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย และบริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ ในฐานะผู้ขายและผู้ร่วมค้าหน่วยลงทุน รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ในฐานะผู้ดูแลสภาพคล่องของกองทุน และกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเป็นพันธมิตรอีกกว่า 4 แห่ง
ทั้งนี้ เชื่อว่าหลังจากกองทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว จะสามารถดึงดูดเงินลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศเข้าลงทุนในกองทุนเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยบริษัทมีแผนที่จะจัดตั้งกองทุน Sector ETF อีก 4 กองทุนในช่วงต้นปีหน้า เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รองรับความต้องการของผู้ลงทุนไทยและการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต







