
ช.การช่างซิวสีเขียว
ระบบรางรถไฟฟ้ากว่า2.4พันล.สูงกว่าราคากลาง60ล้านบาท
ระบบรางรถไฟฟ้ากว่า2.4พันล.สูงกว่าราคากลาง60ล้านบาท
ช.การช่าง คว้าสัญญา 2 ระบบรางรถไฟฟ้าสายสีเขียวกว่า 2,465 ล้านบาท ชนะอิตาเลียนไทย กับกลุ่มซิโนไทยฯ
นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล รองผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประกวดราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่งสมุทรปราการ เปิดเผยว่า คณะกรรมการได้เปิดข้อเสนอราคาสัญญาที่ 2 หรืองานระบบราง โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ราคากลางอยู่ที่ 2,406,666,819 บาท พบว่า มีบริษัทยื่นข้อเสนอราคารวม 3 ราย โดย บริษัท ช.การช่าง เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ราคา 2,465,006,800 บาท
สำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เสนอราคารองลงมา คือ กิจการร่วมค้าสเตคเอ.เอส. ประกอบด้วย บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และบริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนยิเนียริ่ง เสนอราคาที่ 2,625,785,000 บาท กับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เสนอราคาที่ 2,718,340,000 บาท
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเสนอสูงกว่าราคากลางประมาณ 60 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการจะได้ตรวจสอบรายละเอียดความถูกต้องของราคาที่เสนอ และเจรจาต่อรองราคา เพื่อให้อยู่ภายใต้กรอบของราคากลาง เป็นราคาที่คำนวณแล้วว่าเป็นราคาที่ยอมรับได้ คาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบและเจรจาให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้ และจะสามารถลงนามสัญญาก่อสร้างได้ประมาณช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 โดยจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2560
“ยืนยันว่า ราคากลางเป็นราคาที่คำนวณตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง มีที่ไปที่มาชัดเจน แต่กรณีที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง อาจเป็นเรื่องของกลยุทธ์ ซึ่งตามหลักการ รฟม. สามารถจ้างในราคาที่สูงกว่าราคากลางได้ไม่เกิน 10% แต่ในทางปฏิบัติจะพยายามต่อรองราคาให้ได้มากที่สุด” นายพีระยุทธ กล่าว
นายพีระยุทธ กล่าวว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานกระทบต่อการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าบางส่วน โดยเฉพาะงานก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง ซึ่งต้องใช้แรงงานมากกว่างานโครงสร้างอื่น ซึ่ง รฟม.จะได้ติดตามการดำเนินงานของบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั้งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและที่กำลังจะลงนามสัญญาจ้าง เพื่อไม่ให้งานก่อสร้างล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามแผนงาน
ผู้แทนจากบริษัท ช.การช่าง กล่าวว่า ต้องขอพิจารณาในรายละเอียดของราคาอีกครั้ง ว่าจะสามารถปรับลดลงได้หรือไม่ส่วนปัญหาขาดแคลนแรงงานและต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่วันละ 300 บาทนั้น เป็นปัญหาที่ผู้รับเหมาก่อสร้างทุกรายประสบปัญหาเดียวกัน แต่บริษัทไม่กระทบมาก เพราะปัจจุบันค่าจ้างของบริษัทส่วนใหญ่สูงกว่าวันละ 300 บาท ขณะเดียวกันบริษัทได้เตรียมวางแผนเกี่ยวกับแรงงานไว้ล่วงหน้าแล้ว เชื่อว่าจะสามารถก่อสร้างงานได้ตามแผนแน่นอน ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างนั้น บริษัทได้ประสานกับตัวแทนจำหน่ายเพื่อกำหนดราคาวัสดุแล้ว







