
ไทยรุ่งขยายรับจ้างผลิต
ค่ายรถแห่ซบมุ่งโรงงานประกอบครบวงจร
ค่ายรถแห่ซบมุ่งโรงงานประกอบครบวงจร
ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ เตรียมทุ่ม 1,500 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิต ตั้งเป้าเป็นโรงงานประกอบรถยนต์แบบครบวงจร เผยรถคันแรกหนุนรายได้
นายสมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรุ่ง ยูเนี่ยนคาร์ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมใช้งบลงทุนรวมกว่า 1,500 ล้านบาท ในปี 2556 แบ่งเป็นการลงทุน 300-350 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตแม่พิมพ์ที่ใช้ปั๊มชิ้นส่วนที่ใช้ในอุตสาหกรรม และลงทุนโรงงานพ่นสีชิ้นส่วนรถยนต์ 200 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 20% จากปัจจุบันกำลังการผลิตในส่วนการพ่นสีอยู่ที่ 6 หมื่นคันต่อปี
นอกจากนี้ ยังกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาการก่อสร้างโรงงานพ่นสีและประกอบรถยนต์ครบวงจร ซึ่งคาดว่าจะลงทุนประมาณ 800-1,000 ล้านบาท ตั้งเป้าผลิตได้ปีละ 6 หมื่นคันต่อปี โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในช่วงกลางปีหน้า
ขณะเดียวกัน บริษัทยังสนใจธุรกิจประกอบรถโดยสารและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการระยะยาวของรัฐบาล โดยอยู่ระหว่างการศึกษาและหาผู้ร่วมสนใจลงทุน รวมถึงการประกอบรถยนต์ที่มีจำนวนการผลิตน้อยของบริษัทต่างๆ ที่สนใจว่าจ้างบริษัทประกอบรถยนต์
“บริษัทตั้งเป้าดำเนินธุรกิจประกอบรถยนต์เป็นหลัก เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสในการขยายกำลังการผลิตของบริษัทต่างๆ ที่การผลิตรถยนต์ส่งออกทั่วโลกต้องมีกำลังการผลิตสูงมาก ดังนั้นกำลังการผลิตส่วนน้อยของบริษัทต่างๆ จึงเป็นโอกาสของเรา” นายสมพงษ์ กล่าว
สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้ส่วนใหญ่มากจากการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนมูลค่า 1,460 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 57% และรายได้จากการรับจ้างประกอบและพ่นสีมูลค่า 843 ล้านบาท สูงขึ้น 35%
การเติบโตดังกล่าว มาจากปัจจัยโครงการคืนภาษีรถคันแรก 1 แสนบาทของรัฐบาล ส่งผลให้มีคำสั่งซื้อและการจ้างผลิตรวมถึงการประกอบเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง
ขณะที่ แนวโน้มการย้ายฐานการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ยังเป็นอีกโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจของบริษัทเพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัท 23 แห่งในการร่วมทุนทำธุรกิจ
“ภาพรวมตลาดรถยนต์ในปี 2556 มองว่าตลาดจะเติบโตไม่เกิน 5% ซึ่งเป็นผลจากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาทของรัฐบาลที่จะสิ้นสุดลง โดยคาดว่าจะยังสามารถส่งมอบยอดค้างส่งได้อีก 6 เดือน และคาดว่าปีหน้ายอดส่งออกจะเติบโตสูงกว่ายอดจำหน่ายในประเทศ”







