
ศูนย์วิจัยจับตาโอบามาเยือนอาเซียน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ การเยือนอาเซียนและไทยของประธานาธิบดีโอบามา มีนัยสร้างดุลยภาพเศรษฐกิจ ถ่วงอำนาจทางการค้าจีน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ การเยือนอาเซียนและไทยของประธานาธิบดีโอบามา มีนัยสร้างดุลยภาพเศรษฐกิจ ถ่วงอำนาจทางการค้าจีน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ "โอบามาเยือนอาเซียนกระชับความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค ...นัยต่อไทยที่ต้องจับตา" โดยระบุว่า หลังนายบารัค โอบามา ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกวาระหนึ่ง ประธานาธิบดีโอบามาได้มีกำหนดการเยือน 3 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย พม่า และกัมพูชา ในระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งแสดงถึงนัยของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มุ่งมั่นขยายความสัมพันธ์กับเอเชียอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับอาเซียนที่จะมีความสำคัญกับสหรัฐฯมากขึ้น
อาเซียนเป็นตลาดสำคัญที่ธุรกิจจากนานาประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ ต่างให้ความสนใจ แต่ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าสหรัฐฯ ในตลาดอาเซียนกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยสูงราว 20% ของการนำเข้ารวมของอาเซียนในช่วง 2 ทศวรรษก่อน ลงมาเหลือเพียง 7.5% ในปี 2554 ขณะที่จีนทวีความสำคัญต่ออาเซียนเพิ่มขึ้น ดังนั้น การเยือน 3 ชาติในอาเซียนของผู้นำสหรัฐฯ มีก้าวย่างที่สำคัญ ประกอบไปด้วย การสานกรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP (Trans-Pacific Partnership Agreement) การวางกลยุทธ์รุกพม่าอย่างเข้มข้นมากขึ้น และการยกระดับบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
ส่วนกรอบความร่วมมือ TPP ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยของประธานาธิบดีโอบามาใช้เป็นแนวทางผลักดันการเจรจากรอบความตกลงการค้าเสรี ปัจจุบันมีสมาชิก 11 ประเทศ โดยมีสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมใน TPP แล้ว 4 ประเทศ คือ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ขณะที่ 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว พม่า ยังไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งท่าทีของไทยต่อ TPP นั้น ยังมีการถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงผลดีและผลเสีย โดยแม้ว่าภาคอุตสาหกรรมส่งออกจะได้รับประโยชน์จากโอกาสการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ แต่ก็มีประเด็นอ่อนไหวที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจของไทย
ทั้งนี้ กรอบ TPP เป็นกรอบความตกลงที่มีจุดเริ่มจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จึงมีความเข้มข้นของการเปิดเสรีมากกว่ากรอบที่ไทยเคยเจรจาในระดับอาเซียน เช่น ภาคการบริการ ภาคการเงิน การลดการอุดหนุนภาคการเกษตร สิทธิทรัพย์สินทางปัญญาดังนั้น แนวทางการต่อรองเจรจาจึงต้องประเมินความพร้อมของไทยในสาขาเหล่านี้อย่างรอบคอบ รัดกุม รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันและรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงเช่นกัน คือ หากไทยเข้าเป็นสมาชิก TPP ก็จะต้องเปิดเสรีในระดับเดียวกันให้แก่สมาชิกทั้งหมดใน TPP ด้วย และเนื่องจากสมาชิกอาเซียน มีทั้งประเทศที่เป็นสมาชิกและไม่เป็น TPP จึงอาจเกิดเงื่อนไขการเปิดเสรีที่เหลื่อมล้ำแตกต่างกันภายในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง อีกทั้ง การค้าเสรีที่มีการทับซ้อนหลายกรอบ ทั้ง AEC, TPP, RCEP และอาจมีกรอบอื่นๆ อีก จึงต้องพิจารณาไกลไปถึงกรอบที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่มีประเทศที่เชื่อมโยงกับไทยเข้าไปเป็นสมาชิกในกรอบนั้นด้วย เพราะธุรกิจจากประเทศนอกกรอบความตกลง อาจเข้ามาในไทยโดยผ่านทางประเทศในกลุ่มที่ไทยร่วมเป็นสมาชิกการค้าเสรี
"ธุรกิจบริการที่ไม่ใช่สัญชาติอาเซียนแต่เป็นสมาชิก TPP หากเข้ามาตั้งบริษัทลูกจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศอาเซียนที่เป็นสมาชิก TPP แล้วนั้น บริษัทลูกของต่างชาติรายนั้นจะสามารถเข้ามาลงทุนในประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขความตกลงในกรอบ AEC ได้หรือไม่ เป็นต้น ประเด็นดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจาควรต้องคำนึงถึง และอาจต้องหยิบยกเข้าสู่การหารือในเวทีการเจรจากับสมาชิกภาคีเพื่อป้องกันช่องโหว่ต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อธุรกิจภายในประเทศได้" ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ







