
เวิลด์แบงก์ขยับศก.ไทยโต4.7% ปีหน้าฟื้นตัวขึ้น
ธนาคารโลกปรับตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้เพิ่มเป็น 4.7% หลังการบริโภคภายในพุ่งส่งออกเริ่มฟื้น คาดปีหน้าส่งออกโตได้ 1012%
ธนาคารโลกปรับตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้เพิ่มเป็น 4.7% หลังการบริโภคภายในพุ่งส่งออกเริ่มฟื้น คาดปีหน้าส่งออกโตได้ 1012%
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกได้ทำการปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4.7% จากเดิมที่ในช่วงต้นปีคาดว่าจะเติบโตได้เพียงแค่ 4.3% และได้ปรับเพิ่มในช่วงครึ่งปีแรกเป็น 4.5%
น.ส.กิริฎา ชี้แจงว่า การปรับเพิ่มตัวเลขดังกล่าวเป็นผลมาจากสัญญาณการบริโภคของภาคเอกชนในประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าที่คาดจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงไตรมาส 3
“หากการบริโภคในประเทศยังเป็นไปในทิศทางบวก ธนาคารโลกอาจมีการพิจารณาปรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางเดือน ธ.ค.” น.ส.กิริฎา กล่าว
นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลก กล่าวว่า สำหรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ธนาคารโลกยังคงคาดการณ์ว่าน่าจะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 5% โดยตัวเลขที่ดีขึ้นจากปีนี้เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม การผลิต การลงทุนอย่างเต็มที่หลังจากเผชิญภาวะน้ำท่วม ทำให้มีการนำเข้าลดลง ขณะที่การส่งออกน่าจะปรับตัวดีขึ้นตามกำลังการผลิต โดยคาดว่าการส่งออกไทยในปีหน้าจะขยายตัวได้ที่ 10-12% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่จะขยายตัวได้เพียง 2.4%
นอกจากนี้ การลงทุนในภาครัฐยังมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ
น.ส.กิริฎา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะได้รับแรงบวกจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอัตราช้า ทำให้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 3% และราคาสินค้าคงจะปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยจะยังเคลื่อนไหวในระดับต่ำต่อไป ขณะเดียวกันผลของกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่เอเชียน่าจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในยุโรปจะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของไทยในปีหน้า เพราะจะเป็นแรงฉุดการส่งออกไปยังจีน อาเซียน และภูมิภาคอื่นในทางอ้อม ขณะเดียวกันไทยยังต้องพบกับความเสี่ยงอื่นด้วย ทั้งราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ การเบิกจ่ายงบลงทุนที่ล่าช้าของภาครัฐ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งขึ้น
“ความเสี่ยงอีกหนึ่งตัวที่เพิ่มขึ้นตอนนี้คือเรื่องการเมือง แต่ยังมองว่าหากการชุมนุมอยู่ในที่จำกัด ไม่มีการปิดถนน ท่าเรือ หรือกระทบพื้นที่เศรษฐกิจ ผลกระทบจะไม่มาก แต่ถ้ายืดเยื้ออาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนใหม่ๆ ที่เข้ามาลงทุนในเอเชีย ซึ่งมีไทยเป็นตัวเลือก ทำให้เราเสียโอกาสได้ เพราะนักลงทุนโดยตรงรายใหม่ที่อาจชะลอการลงทุน ขณะที่นักลงทุนรายเดิมถือว่ามีความเข้าใจสถานการณ์การเมืองในประเทศดีอยู่แล้ว” น.ส.กิริฎา กล่าว







