posttoday
ตัวแปรชี้ทิศทางตลาดหุ้น

ตัวแปรชี้ทิศทางตลาดหุ้น

13 พฤศจิกายน 2555

ตัวแปรหลักที่จะชี้ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงรอยต่อปลายปีนี้-ต้นปีหน้า ยังคงขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ

โดย... พิชัย เลิศสุพงศ์ฏิจ CFP และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ธนชาต [email protected]

ตัวแปรชี้ทิศทางตลาดหุ้น

ตัวแปรหลักที่จะชี้ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงรอยต่อปลายปีนี้-ต้นปีหน้า ยังคงขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ วิกฤตหนี้ยุโรป และทิศทางเศรษฐกิจจีน แต่ละตัวแปรมีพัฒนาการดังนี้

ประการแรก เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญความท้าทาย อาจสูญเสียแรงหนุนทางการคลังอย่างฉับพลัน ที่เรียกว่า “ภาวะหน้าผาทางการคลัง” (Fiscal Cliff) ที่จะฉุดการเติบโตจนอาจถึงขั้นถดถอย

ปัจจุบัน สหรัฐมีหนี้สาธารณะสูงถึง 16.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 105% ของ GDP และยังคงขาดดุลงบประมาณราว 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 (ราว 7.3% ของ GDP) แม้จะขาดดุลลดลงจาก 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2554 แต่ยังห่างไกลจากระดับฐานะการคลังอย่างยั่งยืน สถาบันจัดอันดับความเชื่อถือจึงขู่จะลดอันดับเครดิตสหรัฐ หากไม่รีบแก้ไข

หากสภาคองเกรสไม่สามารถประนีประนอมกันได้ก่อนสิ้นปีนี้ สหรัฐต้องเข้าสู่กระบวนการปรับลดงบประมาณรายจ่ายอัตโนมัติ ปีละราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปี เริ่มในปี 2556

นอกจากนี้ ภายในสิ้นปี 2555 มาตรการกระตุ้นด้านการคลังส่วนใหญ่จะหมดอายุ เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้ การให้เครดิตภาษีการลงทุน และการเพิ่มสวัสดิการสำหรับผู้ว่างงาน เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้รัฐจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ผลรวมของภาษีที่เพิ่มและการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลง ตัวเลขขาดดุลการคลังในช่วงปี 2556 จะลดลงราว 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4% ของ GDP จนทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า การถอนคันเร่งทางการคลังอย่างฉับพลันอาจฉุดการเติบโตอย่างน้อย 1% และอาจรุนแรงถึงขั้นถดถอย

ประธานาธิบดีโอบามา แสดงจุดยืนหลังได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ว่า เขาเปิดกว้างต่อการประนีประนอม แต่ยังตอกย้ำจุดยืนเดิมว่า กลุ่มคนร่ำรวยต้องจ่ายภาษีมากขึ้นเพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาทางการคลังของรัฐบาล

ขณะที่นายจอห์น โบห์เนอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า เขาคัดค้านการปรับขึ้นอัตราภาษี โดยอ้างถึงรายงานการศึกษาวิจัยจาก เอิร์นส์ แอนด์ ยัง ที่ระบุว่าการปรับเพิ่มอัตราภาษีเงินได้สำหรับกลุ่มคนร่ำรวยจะกระทบต่อการจ้างงานเกือบ 7 แสนตำแหน่งในสหรัฐ ก่อนหน้านี้รีพับลิกันแสดงจุดยืนว่า ไม่ควรขึ้นภาษี แต่ให้ปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะการลดสวัสดิการต่างๆ ซึ่งเดโมแครตไม่เห็นด้วย

ดูเหมือนว่า จุดยืนของพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเรื่องนี้ยังคงแตกต่างกันมาก แต่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 7 สัปดาห์ ให้ประนีประนอมกัน มิฉะนั้นจะเกิดภาวะ Fiscal Cliff เศรษฐกิจสหรัฐที่มีขนาด 24% ของ GDP โลก จึงเสี่ยงที่จะชะลอลงอย่างฉับพลัน ซึ่งจะฉุดการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก

ประการที่ 2 วิกฤตหนี้ยุโรปที่ส่อแววยืดเยื้อ ทำให้อียูลดการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2556 เหลือโตเพียง 0.1% จากประมาณการเมื่อเดือน พ.ค. ที่ 1% น่าสังเกตว่า เยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจแข็งแกร่งสุดในอียู เริ่มได้รับผลกระทบ ชะลอตัวลงมาก

ขณะที่คณะกรรมการเจ้าหนี้ หรือทรอยกา ยังไม่อนุมัติปล่อยเงินกู้งวดถัดไป มูลค่า 3.15 หมื่นล้านยูโรให้กรีซ แต่จะรอจนกว่ากรีซจะปฏิบัติตามเงื่อนไขให้ครบถ้วนเสียก่อน หากกรีซไม่ได้เงินกู้ก้อนนี้ก่อนสิ้นเดือน พ.ย.นี้ ก็เสี่ยงจะผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบการเงินโลก

ด้านสเปน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ในอียู ยังรีรอที่จะขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน แต่คำถามน่าจะอยู่ที่เมื่อไหร่ความผันผวนในยูโรโซน รวมถึงความกลัวเรื่องอียูล่มสลายจะเขย่าตลาดการเงินโลกเป็นระยะ

ประเทศแถบยุโรปทั้งในและนอกอียู มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันราว 26% ของ GDP โลก เศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอ จึงถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ขณะที่วิกฤตหนี้ยูโรจะสร้างความผันผวนให้ระบบการเงินโลกเป็นระยะ

ประการที่ 3 เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณฟื้นตัวออกมามากขึ้น ทางการจีนรายงานเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน ต.ค.ขยายตัว 9.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งตัวขึ้นจากที่โต 9.2% ในเดือน ก.ย. และ 8.6% ในเดือน ส.ค.

ด้านยอดค้าปลีกในเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 14.5% ดีขึ้นจาก 14.1% ในเดือน ก.ย. และ 13.2% ในเดือน ส.ค. ขณะที่การส่งออกในเดือน ต.ค. ขยายตัว 11.6% สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 9% และแข็งแกร่งกว่าเดือน ก.ย. ที่โต 9.9%

เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ราว 11% ของ GDP โลก และเป็นผู้ใช้สินค้าโภคภัณฑ์รายยักษ์ของโลก สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนจึงช่วยชดเชยผลลบบางส่วนจากเศรษฐกิจโลกในภาพรวมที่ยังคงชะลอตัว

แรงกดดันเงินเฟ้อที่ค่อยๆ ลดลงในจีน ทำให้ผู้นำจีนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมา มีทางเลือกมากขึ้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเอเชียที่มีความเชื่อมโยงต่อกันค่อนข้างสูง

นอกเหนือจากประเด็นข้างต้น ยังมีประเด็นอื่น เช่น แรงซื้อจากการลงทุนที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยเฉพาะ LTF และ RMF ที่จะเข้ามาไม่น้อยกว่าหมื่นล้านบาท ก่อนสิ้นปีนี้น่าจะช่วยประคองตลาดหุ้นโดยรวมให้ปรับตัวลงไม่มาก

สรุปว่า แรงสั่นสะเทือนจากประเด็นสหรัฐจะหาทางออกเรื่องหน้าผาทางการคลังสหรัฐได้ทันเวลาหรือไม่ วิกฤตหนี้ยุโรปลุกลามจนนำไปสู่ความเสี่ยงว่าอียูจะล่มสลายหรือไม่ จะเขย่าตลาดการเงินทั่วโลกเป็นระยะ โดยมีตัวช่วยคือ เศรษฐกิจจีนที่มีสัญญาณฟื้นตัวออกมามากขึ้น และเม็ดเงินจากกองทุนประหยัดภาษี

การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยผ่านการส่งออก ความเชื่อมั่นการบริโภค และการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้นยังส่งผลต่อเนื่องมาที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งกำลังซื้อในตลาดโลก

ความเสี่ยงเหล่านี้ดูจะขมวดเงื่อนเวลาไว้ที่ช่วงรอยต่อปลายปีนี้-ต้นปีหน้า ดังนั้นจึงยืนยันคำแนะนำเดิมว่า ควรทยอยขายช่วงหุ้นแกว่งขึ้น เพื่อสำรองเงินสดไว้รอช้อนซื้อช่วงหุ้นปรับฐาน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ