posttoday
Viva Brazil(20)

Viva Brazil(20)

13 พฤศจิกายน 2555

กาแฟในบราซิล (1)

กาแฟในบราซิล (1)

หลังกลับมาจากบราซิลแล้ว ก็มีคำถามยอดฮิตให้ได้ยินอยู่เสมอว่า

“แล้วกาแฟบราซิลเป็นไง?”

บางคนก็ถามเล่นๆ แบบเอาฟีล ไม่ต้องการคำตอบ

แต่บางคนก็ถามแบบอยากรู้จริงๆ คุยกลับไป 2-3 ประโยคแล้วนึกว่าจบ กลับได้รับการยิงคำถามตามมาอีกติดๆ

เอาเป็นว่าก่อนจะเล่าถึงเรื่องที่อะเมซอน จะขอพูดถึงกาแฟบราซิลให้เป็นเรื่องเป็นราวสักหน่อยนะคะ

สำหรับผู้เขียนนั้น ไม่ได้เป็นคนติดกาแฟ แต่เครื่องดื่มที่โปรดปรานที่สุดคือกาแฟเย็นที่ปากซอยบ้านคุณปั้นหยาที่ถนนรัตนาธิเบศร์...อร่อยจริงๆ ค่ะ ส่วนในการเดินทางไปบราซิลเที่ยวนี้ ก็ได้คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า หากไปบราซิลแล้วไม่ได้กินกาแฟที่บราซิลหรือไม่ได้ความรู้เรื่องกาแฟติดกลับมาบ้าง ก็คงอดสูอยู่ไม่น้อย

เมื่อไปถึงบราซิลแล้วจึงกินไปหลายถ้วยเหมือนกันค่ะ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความรู้เกี่ยวกับกาแฟ ผู้เขียนก็ต้องพึ่งคุณสามีอีกตามเคย เพราะเขาเป็นคนศึกษาเรื่องกาแฟตัวจริง ครั้งหนึ่งเขาบินไป Melbourne มีวันว่างก็แอบไปเรียนวิชา Barista มาถึงบ้านก็เอาประกาศนียบัตรที่สอบได้มาโชว์และมีหนังสือเกี่ยวกับกาแฟจากร้านติดมาอีกเต็มกระเป๋า

ตอนที่นั่งกินกาแฟกับเขามื้อเช้าวันหนึ่งที่ Milan เขาสาธิตวิธีใส่และคนน้ำตาลที่ถูกต้องในกาแฟ Cappuccino ให้ดู

เห็นแล้วก็ทึ่งเลยค่ะ...

จากนั้นผู้เขียนก็ได้นำวิธีใส่น้ำตาลในกาแฟ Cappuccino อย่างถูกต้องเข้าไปในการบรรยายการรับประทานอาหารแบบตะวันตกและบุคลิกภาพเสมอมา และผู้เขียนเห็นว่า ปัจจุบันนี้กาแฟไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่มที่

“Black as devil, hot as hell, pure as an angel, sweet as love อย่างที่ Talleyrand นักการเมืองฝรั่งเศสสมัยปฏิวัติใหญ่เคยพูดไว้อีกต่อไป

แต่กาแฟได้กลายเป็นวัฒนธรรมและเป็นวิถีชีวิตและวิถีแห่งสังคมไปอย่างสิ้นเชิง

มันได้ลุกลามไปทั่วโลกอย่างบูรณาการจนน่าตกใจ

การกินกาแฟที่บราซิลนั้น กาแฟถ้วยแรกของผู้เขียนทุกวัน คือกาแฟในมื้อเช้าที่โรงแรม ซึ่งถือว่าเป็นการกินกาแฟภาคบังคับ รสชาติก็งั้นๆ เพราะคนกินกาแฟสมัยนี้ยกระดับความคาดหวังว่า การกินกาแฟให้ได้รสจริงๆ ต้องกินกาแฟที่ทำด้วยเครื่องทำกาแฟแบบ Espresso ชนิด Brew กันถ้วยต่อถ้วย ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะได้ Crema เนียนนุ่มลอยคลุมอยู่บนกาแฟ

คนกินกาแฟที่ทำจากเครื่อง Brew กาแฟ Espresso ทุกวันนี้ค่อนข้างดูแคลนการทำกาแฟที่ Brew ใส่เหยือกแก้วแล้ววางแหมะทิ้งไว้บนเตาร้อนนานเป็นชั่วโมง เพราะทั้งรสทั้งกลิ่นหายไปหมด

แต่ในบราซิลซึ่งเป็นประเทศแห่งการผลิตกาแฟตัวจริง ก็เห็นเขาทำกาแฟกินกันทั้งสองแบบ

การปลูกกาแฟเพื่ออุตสาหกรรมในบราซิลจริงๆ เริ่มมานานกว่า 200 ปีแล้ว

ขณะนี้บราซิลกลายเป็นผู้ผลิตกาแฟได้มากที่สุดในโลก คือผลิตได้ปีละมากกว่าปีละ 2 ล้านตัน (2 ใน 3 ของโลก) ทั้งพันธุ์ Arabica และ Robusta แม้บราซิลจะผลิตกาแฟได้มากที่สุดในโลก แต่ผู้คุมตลาดกาแฟในโลกกลับกลายเป็นบริษัทจำหน่ายกาแฟในสหรัฐ 2 บริษัท (ไม่ขอเอ่ยชื่อค่ะ)

ราว 80% ของกาแฟที่บราซิลผลิตได้เป็นกาแฟพันธุ์ Arabica ส่วนใหญ่ปลูกทางตอนล่างของประเทศในเขตภูเขาที่เป็นต้นแม่น้ำ Parana ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมวลน้ำให้กับน้ำตก Iguazu ที่เราเพิ่งไปเที่ยวสนุกกันเกือบตายนี่แหละค่ะ ส่วนอีกราว 20% เป็นกาแฟพันธุ์ Robusta ปลูกอยู่ค่อนไปทางตอนบนของประเทศเพราะมีพื้นที่ระดับต่ำ และท่านผู้อ่านขาเรื่องสนุกอีกอย่างหนึ่งที่ทราบมาจากคุณสามี ก็คือกาแฟที่ปลูกกันทั่วประเทศบราซิลขณะนี้ไม่ได้เป็นพืชพื้นเมืองของบราซิลค่ะ

เขาบอกว่าหลังจากที่อุตสาหกรรมการทำน้ำตาลจากอ้อยตกต่ำและการทำเหมืองทองคำก็เริ่มไม่ค่อยคุ้ม

บราซิลก็มองหาตัวช่วยสักอย่างหนึ่งมาทดแทน บราซิลเห็น French Guiana เพื่อนบ้านซึ่งอยู่ติดกันทางตอนเหนือปลูกกาแฟและส่งเมล็ดกาแฟลงเรือไปขายยุโรป ก็อยากได้พันธุ์มาปลูกบ้าง แต่กำลังมีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกันอยู่

บราซิลฉลาดค่ะ เขาคิดเรื่องนี้ 2 Shot ควบ คือคิดส่งนักการทูตเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับ French Guiana และให้หาทางนำเมล็ดกาแฟจาก French Guiana กลับมาปลูกที่บราซิล

เป็นงานทางการทูตผสมกับงานจารชน แสดงว่าบราซิลคิดเรื่องในแนวเจมส์ บอนด์ 007 ก่อนที่ Ian Fleming เขียนเรื่อง Casino Royale เป็นเรื่อง 007 เรื่องแรกเมื่อ ค.ศ. 1953 ตั้ง 226 ปี

บราซิลเลือกนาวาตรี Francisco de MeloPalheta ซึ่งเป็นคนหล่อมากและมีปากเป็นเอกเหมือนเสกมนตร์อย่างที่สุนทรภู่ว่าไว้ในพระอภัยมณีเลยค่ะ แล้วมอบภารกิจให้ 2 อย่าง คือไปปรับปรุงสัมพันธภาพกับ French Guiana และหาทางนำเมล็ดกาแฟมาปลูกที่บราซิล

การนำเมล็ดกาแฟออกจาก French Guiana นั้นไม่ง่ายเพราะ French Guiana ปกป้องไร่กาแฟทุกไร่ไว้แน่นหนาและถือว่ากาแฟเป็นพืชคุ้มครองทางการเกษตร

นาวาตรี Francisco หลังจากจบงานปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ด้วยดีจากนั้นก็ต้องทำงานชิ้นที่ 2 คือการนำเมล็ดกาแฟกลับไปปลูกที่บราซิล เขาทำงานชิ้นนี้โดยการสร้างความสัมพันธ์กับเมียของผู้นำ French Guiana ซึ่งเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1

ไม่มีใครรู้ว่า นาวาตรี Francisco นำของขวัญอะไรจากบราซิลไปมอบให้เธอ แต่ความหล่อเหลาและปากเป็นเอกของนาวาตรี Francisco ทำให้เธอหลงใหล...เธอจึงจะมอบของขวัญสักชิ้นให้เขากลับเป็นการตอบแทน

เขามีเสน่ห์และฉลาดเยี่ยมยอด พูดหว่านล้อมให้สุภาพสตรีหมายเลข 1 ทราบว่า เขาไม่ต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน ขอเพียงแต่จัดช่อดอกไม้สักช่อหนึ่งมาให้เขาในวันอำลาก็พอแล้ว และขอให้ประดับช่อดอกไม้ด้วยเมล็ดกาแฟสุกแซมมาด้วย เพราะเป็นสิ่งที่เขาคลั่งไคล้ที่สุดในชีวิต เขาทำงานใหญ่เพื่อชาติได้สำเร็จทั้ง สองอย่าง

เมล็ดกาแฟสุกที่ติดมากับช่อดอกไม้นั้นเองเป็นที่มาของพันธุ์กาแฟบราซิลในเวลาต่อมา โดยได้นำลงปลูกเป็นต้นแรกเมื่อ ค.ศ. 1727

คุณผู้ชายทั้งหลายขา...เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ว่า หากได้เกิดมาเป็นคนหล่อทั้งที ต้องหล่ออย่างมีคุณค่า

ไม่ควรหล่ออย่างไร้ประโยชน์ค่ะ

(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ