
ธนาคารเกียรตินาคินมุ่งเป็นวาณิชธนกิจชั้นนำไทย
สัปดาห์ก่อน ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) โดย “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร “ธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล” ประธานธุรกิจธนาคารพาณิชย์และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ “อภินันท์ เกลียวปฏินนท์” ประธานธุรกิจตลาดทุนและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมแถลงข่าวครั้งแรก ภายหลังรวมกิจการระหว่าง KK กับบริษัท ทุนภัทร แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งยังผลให้ขนาดธุรกิจของธนาคารขึ้นมาใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 50 บริษัทจดทะเบียนแรกในตลาดหุ้นไทย จากเดิม 1 ใน 100 บริษัท
สัปดาห์ก่อน ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) โดย “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร “ธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล” ประธานธุรกิจธนาคารพาณิชย์และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ “อภินันท์ เกลียวปฏินนท์” ประธานธุรกิจตลาดทุนและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมแถลงข่าวครั้งแรก ภายหลังรวมกิจการระหว่าง KK กับบริษัท ทุนภัทร แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งยังผลให้ขนาดธุรกิจของธนาคารขึ้นมาใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 50 บริษัทจดทะเบียนแรกในตลาดหุ้นไทย จากเดิม 1 ใน 100 บริษัท
“บรรยง” กล่าวว่า KK จะมุ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุน (วาณิชธนกิจ) ชั้นนำในประเทศ ตามแนวถนัดของบริษัททุนภัทร โดยต่อยอดธุรกิจจากฐานลูกค้าของ KK จากปัจจุบันธนาคารส่วนใหญ่ในประเทศเป็นธนาคารที่ให้บริการครบวงจร
ล่าสุดนิตยสาร ไฟแนนซ์ เอเชีย เพิ่งจัดอันดับให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เป็น Best Private Bank Thailand ที่มีมาตรฐานสากลในไทย โดย บล.ภัทร มีส่วนแบ่งการตลาดด้านวาณิชธนกิจอันดับ 1
“อภินันท์” กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัททุนภัทรมีกำไร 30% มาจากตลาดทุนที่ทำธุรกิจเน้นกระจายใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าที่มีอยู่จากขนาดสินทรัพย์ 1.7 แสนล้านบาท ของลูกค้าบุคคลขนาดใหญ่ เมื่อรวมกิจการกับ KK ที่มีฐานเงินฝากแสนล้านบาท จะทำให้มีการต่อยอดธุรกิจนี้ได้มากขึ้นในการเสนอขายผลิตภัณฑ์ข้ามตลาด เรียกได้ว่าเป็นทุนประเดิมในการรวมกิจการ 2.7 แสนล้านบาท แม้ว่าขนาดสินทรัพย์ของลูกค้าของทั้ง 2 กลุ่มจะซ้ำซ้อนกัน คือมีฐานลูกค้าบุคคลที่มีขนาดสินทรัพย์ 230 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่ KK ตั้งไว้นับว่ายังอีกไกล เนื่องมาจากโครงสร้างธุรกิจล่าสุดของธนาคารแห่งนี้จากกำไรเบ็ดเสร็จ 9 เดือนแรกปีนี้ 698 ล้านบาท กำไรหลักยังมาจากสินเชื่อธุรกิจเช่าซื้อ เพราะเพิ่งควบรวมกับบริษัททุนภัทรแล้วเสร็จ และบันทึกกำไรของบริษัททุนภัทรเข้ามาเพียง 19 วันหรือ 55 ล้านบาท จากกำไรงวด 9 เดือนแรกปีนี้ 137 ล้านบาท
“บรรยง” คาดว่า ปี 2556 จึงจะรวมกำไรจากบริษัททุนภัทรเข้ามาเต็มปี
KK มีสาขาทั่วประเทศ 85 แห่ง ที่ดำเนินธุรกิจเพื่อลูกค้ารายย่อยก่อนที่จะรวมกับบริษัททุนภัทร และเติบโตด้วยธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลัก
“ธุรกิจของเราไม่เน้นการเก็งกำไรเช่นเดียวกับธุรกิจของ KK ที่เน้นปล่อยสินเชื่อธุรกิจโดยใช้นวัตกรรมในการให้บริการ อาทิ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่เน้นปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีทีมสถาปนิก วิศวกรในการช่วยลูกค้า เช่นเดียวกับบริษัททุนภัทรที่ตั้งฝ่ายกองทุนบริหารความเสี่ยงขึ้นมาให้บริการลูกค้า” บรรยง กล่าว
สำหรับ บล.เกียรตนาคิน และบล.ภัทร KK ยังให้ทั้ง 2 บริษัทหลักทรัพย์ดำเนินธุรกิจภายใต้ 2 ใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์เช่นเดิม จากส่วนแบ่งการตลาดค้าหลักทรัพย์ของ บล.เกียรตินาคิน ปัจจุบัน 1.51.7% และ บล.ภัทร 2%
เท่ากับว่า KK ต่อจากนี้มีธุรกิจหลัก 3 ประการคือ ประการแรก ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ประการที่สอง ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนให้ลูกค้าบุคคลรายใหญ่ และธุรกิจตลาดทุน โดยการดำเนินธุรกิจเรียกว่า กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน
นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่าไตรมาส 4 KK จะรับรู้ประโยชน์จากการควบรวมกับบริษัททุนภัทรเต็มที่ ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นมาที่ 1,000-1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8-18% จากไตรมาส 3 และ 40-60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นกำไรส่วนเพิ่มจากบริษัททุนภัทร 150-200 ล้านบาท และคาดว่าจะถูกหักล้างจากการตั้งด้อยค่าความนิยมประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท แต่ยังไม่รวมผลกระทบนี้เข้ามา
นอกจากนั้นยังคงประมาณการกำไรปี 2556 ที่ 4,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปี 2554 และคงราคาเหมาะสมปี 2556 ที่ 50 บาท และการตั้งด้อยค่าความนิยมจะฉุดราคาเป้าหมาย 2.83 บาท ดังนั้นจึงแนะนำให้ถือและเปลี่ยนตัวเล่นไปยังบริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) หรือบริษัท ทุนธนชาต (TCAP)
ด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินกำไรปี 2556 ไว้ 3,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จาก 3,090 ล้านบาท ในปี 2555 (ไม่รวมรายการด้อยค่าในไตรมาส 4) ดังนั้นจึงให้ราคาพื้นฐานที่ 45.60 บาท หรือราคาต่อมูลค่าบัญชี 1.2 เท่า และแนะนำทยอยซื้อ
บล.กรุงศรี คาดการณ์กำไรปี 2556 ที่ 3,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปี 2555 จากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียม และคาดกำไรปี 2556 ที่ 4,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปี 2555 จากการเติบโตของธุรกิจธนาคารและจากการควบรวมกิจการ แต่อาจลดประมาณการกำไรหากมีความชัดเจนว่าธนาคารบันทึกด้อยค่าของค่าความนิยมในอนาคต
บล.เอเซียพลัสแนะนำซื้อหุ้นนี้ เพราะพื้นฐานระยะยาวมีโอกาสราคาปรับขึ้น 21% เพราะราคาถูกกดดันเรื่องแนวทางการล้างค่าความนิยมไปมากแล้ว







