posttoday
เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งศูนย์แก้หนี้หวังคลังเพิ่มทุน

เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งศูนย์แก้หนี้หวังคลังเพิ่มทุน

12 พฤศจิกายน 2555

เอสเอ็มอีแบงก์ จุกหนี้เน่าจ่อพุ่งกว่า 4.2 หมื่นล้าน ใส่เกียร์ห้าเดินหน้าแผนฟื้นฟู เตรียมตั้งศูนย์ป้องกันหนี้ตกชั้น

เอสเอ็มอีแบงก์ จุกหนี้เน่าจ่อพุ่งกว่า 4.2 หมื่นล้าน ใส่เกียร์ห้าเดินหน้าแผนฟื้นฟู เตรียมตั้งศูนย์ป้องกันหนี้ตกชั้น

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แผนแก้ไขปัญหาหนี้เสียของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) นั้น นายพิชัย ชุณหวชิร ประธานคณะกรรมการบริหารในฐานะประธานบอร์ดจัดทำแผนกลยุทธ์ฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์ ได้เห็นชอบแนวทางป้องกันและการแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แล้ว และจะเสนอคณะกรรมการธนาคารให้รับทราบ

ทั้งนี้ ได้เสนอให้จัดตั้งศูนย์ป้องกันหนี้ตกชั้นรายย่อยวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้ที่ยังเป็นหนี้สถานะปกติจำนวน 6.2 หมื่นบัญชี ยอดหนี้ 3.5 หมื่นล้านบาท

“ทางเอสเอ็มอีแบงก์รายงานคลังว่าจากการเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงของหนี้แต่ละกลุ่มเพื่อจัดทำแผนพบว่า มีโอกาสที่เอ็นพีแอลจะเพิ่มเป็น 4.2 หมื่นล้านบาท ได้ก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งถือว่าเพิ่มสูงกว่าประมาณการเดิมที่คาดว่าเอ็นพีแอลก่อนสิ้นปีนี้น่าจะขยับเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท หากยังไม่มีการเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้ โดยตั้งเป้าว่าจะเร่งลดหนี้ดังกล่าวให้ได้ภายใน 3 ปี” แหล่งข่าวเปิดเผย

สำหรับโอกาสในการเกิดเอ็นพีแอลแยกตามสภาพหนี้แต่ละกลุ่มได้ดังนี้คือ เป็นหนี้เอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นแล้ว ณ สิ้นเดือน ก.ย. มีจำนวนกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีหนี้จากสินเชื่อในโครงการต่างๆ ของรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ อีกจำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท ที่อาจจะตกชั้นเป็นเอ็นพีแอลได้

ดังนั้น ทำให้มีการประมาณการว่ามีโอกาสที่จะเกิดเอ็นพีแอลจากลูกหนี้ดังกล่าวได้ถึง 4.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังมีโอกาสคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีกไม่เกิน 10% จากปัจจุบันยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ระดับ 9.6 หมื่นล้านบาท

“เดิมผู้บริหารคาดว่าเอ็นพีแอลน่าจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท แต่พอมีการนำเอาข้อมูลตัวเลขประมาณสูงสุดเท่าจะเกิดขึ้นได้ เพื่อจะได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องพบว่าเอ็นพีแอลไหลไปได้อีกถึง 4.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์จะแล้วเสร็จในเดือน พ.ย.นี้ และจะเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารให้เห็นชอบและเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาต่อไป” แหล่งข่าวเปิดเผย

นอกจากนี้ คณะกรรมการฟื้นฟูฯ ยังเห็นชอบให้โอนย้ายพนักงานกลุ่มสินเชื่อ 400 คน จากที่มีทั้งหมด 1,000 คน ไปปฏิบัติงานด้านการแก้ไขหนี้กรณีนี้เป็นการเฉพาะ รวมถึงการปรับโครงสร้างหน่วยงานด้านสินเชื่อ การแก้ไขหนี้ และปรับปรุงระบบไอที จัดหาระบบคอร์แบงก์กิง โดยวิธีการเช่าให้สามารถทำงานได้มาตรฐานธุรกิจธนาคาร

โพสต์ทูเดย์ธปท.เผยเร่งเดินหน้าลดต้นทุนการให้กู้ยืมสถาบันการเงิน และผลักดันการให้มีการดึงการปล่อยกู้รายย่อย ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่อยู่นอกระบบ ให้เข้าระบบคิดดอกเบี้ยไม่แพงเวอร์ ระบุจะใช้มาตรา 5 กับนันแบงก์หรือไม่ขอหารือร่วมคลังก่อน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการหาแนวทางลดต้นทุนการกู้ยืมของสถาบันการเงิน ว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลเองก็มีการประชุมหาแนวทางการช่วยเหลือการเข้าถึงสินเชื่อของประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)อยู่แล้ว ซึ่งในส่วนนี้ธปท.ก็มีข้อเสนอต่อรัฐบาลที่จะพยายามหาแนวทางและความร่วมมือเพิ่มเติมที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้จะต้องทำร่วมกันในหลายหน่วยงาน

ขณะที่ ธปท.จะดูแลสนับสนุนให้บริษัทปล่อยสินเชื่อที่ไม่ใช่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์(นันแบงก์)ที่อยู่ในกำกับดูแล 28 แห่ง ปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) รวมถึงประชาชนรายผู้มีรายได้น้อย คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับรายเล็กเหล่านี้อย่างเหมาะสม ซึ่งธปท.ได้ทำมาต่อเนื่อง ภายใต้ระเบียบคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58(ปว.58)ที่ให้อำนาจธปท.ดูแลส่วนนี้

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า สำหรับสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ธปท.ได้พยายามผลักดัน โดยการหารือร่วมกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเพื่อให้มีการการปล่อยกู้ในธุรกิจรายย่อยๆในลักษณะไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการปล่อยกู้ภายใต้ธนาคารเดิม แต่แบ่งฝ่ายดูแลสินเชื่อขนาดเล็กเหล่านี้ขึ้นมา โดยขณะนี้หลายธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้เริ่มที่พิจารณาปล่อยสินเชื่อรายย่อยในรูปแบบต่างๆ ซึ่งคล้ายกับสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์เพิ่มมากขึ้นแล้ว ซึ่งธปท.ก็กำลังติดตาม และหากเป็นไปได้ก็ต้องการให้ธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ หรือมีสถาบันการเงินแบบอื่นๆ เข้ามาร่วมปล่อยสินเชื่อให้กับคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินให้เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้

“การดูแลต้นทุนการให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน ตอนนี้มีการดำเนินการไปบ้างแล้วในหลายเรื่อง ส่วนแนวทางอื่นๆที่อาจจะทำเพิ่มเติม ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการทบวนการทำงานและการพิจารณาให้รอบครอบ ยังไม่อยากลงไปในรายละเอียด” นายประสารกล่าว

นายประสาร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ธปท.มีแนวคิดจะนำอำนาจในมาตรา 5 ในพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินมาบังคับใช้ กรณีที่มีผู้ให้มาให้ข้อมูลสินเชื่อส่วนบุคคลบางประเภทและนันแบงก์บางแห่ง คิดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่ ธปท.กำหนดไว้สูงสุด 28% นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษา และดูข้อมูลให้ครบถ้วนว่า ควรจะจัดการในเรื่องนี้ออย่างไรถึงจะเหมาะสมกับทุกฝ่าย และหากจะต้องทำเรื่องเหล่านี้เพิ่มเติมจะต้องหารือกับทางกระทรวงการคลังก่อน


แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การแก้ไขหนี้เสียนี้มีผลต่อการพิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนของธนาคาร ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังระหว่างการพิจารณารวมถึงยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มทุนให้กับธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) จากที่ปีที่ผ่านมาได้เพิ่มทุนไปแล้ว 600 ล้านบาท จากที่ขอเพิ่มทุนมาเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท.

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ