
ภาคีฯต่อต้านคอร์รัปชั่นจับตาเข้มโครงการรัฐบาล
ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นเตรียมจัดทำแผนการทำงานปี 2556 จับตาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลอย่างเข้มงวดเพิ่มขึ้น
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นเตรียมจัดทำแผนการทำงานปี 2556 จับตาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลอย่างเข้มงวดเพิ่มขึ้น พร้อมปรับกลยุทธ์เสริมความแข็งแกร่ง ปลูกจิตสำนึกเยาวชน และประเมินการทำงานในช่วงที่ผ่านมา เพื่อหาจุดบกพร่องรวมถึงนำมาปรับใช้เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าไทย และประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า การทำงานของภาคีฯ ในช่วงที่ผ่านมา ดำเนินการตามแผน 3 ป. ได้แก่ การป้องกัน คือการรณรงค์ป้องกันให้การคอร์รัปชันลดลง การปลูกฝัง คือการทำงานร่วมกับเยาวชนให้มีจิตสำนึกไม่ยอมรับต่อการคอร์รัปชัน
สุดท้ายคือการปราบปราม ซึ่งแม้จะไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของภาคีฯ แต่ภาคีฯ จะทำหน้าที่สนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการลดการเกิดคอร์รัปชันในประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ทางภาคีฯ อยู่ระหว่างการประเมินผลงานในช่วงที่ผ่านมาว่ามีจุดบกพร่องตรงจุดไหน พร้อมทำแผนการดำเนินงานสำหรับปี 2556 เพื่อเดินหน้าต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งคาดว่าการระดมความคิดเห็นของภาคีฯ จะเสร็จภายในสิ้นเดือน พ.ย. 2555 เพื่อนำมาปรับยุทธศาสตร์ให้การทำงานเข้มข้น เพื่อให้เกิดผลงานที่ชัดเจน
ทั้งนี้ งานที่ต้องการทำเพิ่มขึ้นจะเป็นในส่วนของการปลูกฝังการสร้างค่านิยมให้ถูกต้องต่อสังคมไทย ซึ่งจะเป็นตัวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมไทย และภาคีฯ ทั้ง 44 องค์กร ก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างมาก
การทำงานที่ผ่านมานั้น ภาคีฯ จะเข้าทำงานกับเครือข่ายเยาวชนให้มาเข้าค่ายปลุกจิตสำนึก ซึ่งก็ค่อนข้างได้ผล แต่ยังคงต้องการขยายให้มีการเผยแพร่ออกไปเข้าสู่โรงเรียนต่างๆ เพื่อให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้จะพยายามเชิญชวนให้บริษัทเอกชนต่างๆ มารณรงค์ทำงานกับเยาวชนเพิ่มขึ้น โดยใช้งบซีเอสอาร์ของแต่ละบริษัทที่มีอยู่มาร่วมทำงานกับเยาวชน เผยแพร่เรื่องดังกล่าวเข้าสู่โรงเรียนในต่างจังหวัด
ด้านงานป้องกัน ภาคีฯ จะเพิ่มการติดตามโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ภาคีฯ ได้ติดตามโครงการป้องกันน้ำท่วม และโครงการจำนำข้าว โดยภาคีฯ จะนำผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาจัดระดมความเห็นเพื่อหาจุดอ่อนของโครงการ และข้อบกพร่องที่คิดว่าจะเกิดการทุจริตได้ และนำข้อมูลดังกล่าวไปชี้แนะต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างในการทุจริต ซึ่งโครงการทั้ง 2 โครงการนี้ ภาคีฯ จะดำเนินการติดต่ออย่างต่อเนื่อง เพราะยังไม่สิ้นสุดโครงการ
สำหรับโครงการใหม่ที่ภาคีฯ จะจับตามองต่อไปคือ โครงการปรับปรุงยกระดับระบบสาธารณูปโภคของประเทศทั้งหมด ที่รัฐบาลจะใช้งบประมาณกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำแผนในการใช้งบประมาณเพื่อนำไปก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนน รถไฟฟ้า เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้เงินมาก และสร้างผลกระทบรุนแรงต่อประชาชน ภาคีฯ จึงจะมีกระบวนการเข้าไปติดตามการทำงานเพื่อดูจุดอ่อนอย่างใกล้ชิด พร้อมนำเสนอต่อรัฐบาลเหมือนโครงการที่ผ่านมา
“ภาคีฯ จะพยายามจับตาโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ใช้งบประมาณเยอะ และสร้างผลกระทบรุนแรง รวมถึงจับตาโครงการที่ทำมาแล้วอย่างเข้มข้นมากขึ้น เพราะยังมีข้อมูลส่งเข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มการทุจริตยังคงมีเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นโครงการที่มีเงินลงทุนมาก” ประมนต์ กล่าว
ประมนต์ กล่าวว่า ในส่วนการประเมินผลการดำเนินงานของภาคีฯ ในช่วงที่ผ่านมา มีตัวชี้วัดจากดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (ซีเอสไอ) ที่จัดทำขึ้นโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นตัววัดผลโดยทดสอบความคิดเห็นของประชาชน
ผลที่ได้จากการสำรวจยังคงพบว่าประชาชนมีความคิดเห็นเรื่องการคอร์รัปชันเหมือนเดิม แสดงว่าผลงานยังไม่เป็นที่รับรู้ชัดเจน และยังไม่เกิดผลเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังมีองค์กรต่างประเทศที่เข้ามาจัดทำตัวชี้วัดด้านคอร์รัปชันในเมืองไทยอยู่ จึงต้องรอผลการสำรวจที่ออกมาว่าจะสะท้อนออกมาในรูปแบบไหน
ขณะที่ผลสะท้อนของภาครัฐต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน ภาครัฐยังคงมีแนวคิดว่าต้องทำให้เกิดผลด้วยตัวเอง ไม่ใช่เกิดขึ้นจากภาคีฯ ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะไม่ว่าจะทำด้วยวิธีไหนแต่หากผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันก็เป็นเรื่องที่ดี โดยรัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยงานติดตามการทุจริตในวงการราชการขึ้น ซึ่งเป็นการทำงานคู่ขนานไปกับภาคีฯ ของภาคเอกชน
ด้านผลตอบรับจากภาคเอกชนก็ยังมีกลุ่มที่ต้องการเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อให้ได้ประโยชน์ส่วนตนมากที่สุด โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้าง ที่จะเห็นได้จากการฮั้วประมูล แต่ภาคเอกชนก็ได้มีการรวมตัวกันจัดทำโครงการแนวร่วมปฏิบัติ โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เชิญชวนให้บริษัทที่มีธรรมาภิบาลสูงเข้ามาร่วมลงนามจะไม่ติดสินบน และจัดทำแนวทางการตรวจสอบ
“จนถึงขณะนี้มีกว่า 100 บริษัทมาเข้าร่วมลงนามแล้ว และน่าจะขยายวงออกไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นตัวคอยกดดันให้บริษัทที่ทำไม่ดีรู้สึกถูกเฝ้าระวังได้เหมือนกัน” ประมนต์ กล่าว
ทั้งนี้ ภายในงานเฉลิมฉลอง 80 ปี หอการค้าไทยและการจัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 30 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-22 พ.ย. 2555 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมีการสัมมนาหัวข้อ “คอร์รัปชัน : จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจและสังคมไทย” ในวันที่ 22 พ.ย. 2555 โดยจะเปิดโอกาสให้สมาชิกแสดงความคิดเห็นและนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ
ต่อด้วยช่วงบ่ายจะมีการเสวนาเรื่อง “หลากมุมคิดหลายมุมมอง : คอร์รัปชันกับสังคมไทย” ซึ่งจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาแสดงความเห็นถึงสถานการณ์คอร์รัปชันในเมืองไทย เพื่อนำไปจัดทำแผนการทำงานต่อไป
นอกจากนี้ ในวันที่ 18 พ.ย. 2555 คณะกรรมการหอการค้าไทยจะเสนอสรุปผลการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 30 หรือสมุดปกขาวต่อนายกรัฐมนตรี รวมทั้งจะมีการเปิดตัวดัชนีชี้วัดความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะเป็นดัชนีตัวใหม่เพื่อวัดการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการจัดงานในปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง : ทางออกของสังคมโลก”







