
ลดส่งออกยางพาราได้ผล ไทยเต้นอยู่ฝ่ายเดียว
ดูท่าวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปจะซึมยาว มีการคาดการณ์ว่าวิกฤตยุโรปจะต่อเนื่องไปอีกประมาณ 3 ปี และจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2558 ส่งผลให้ราคายางพาราตก
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ดูท่าวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปจะซึมยาว มีการคาดการณ์ว่าวิกฤตยุโรปจะต่อเนื่องไปอีกประมาณ 3 ปี และจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2558 ส่งผลให้ราคายางพาราตก ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงเหมือนช่วงปี 2554 ที่ชาวสวนยางคาดหวังว่าปีนี้จะเป็นปีทองอีกครั้งของอุตสาหกรรมยางพารา หลังจากที่เคยทุบสถิติยางแผ่นดิบพุ่งทะลุ 185 บาท/กิโลกรัม (กก.)
ทว่าตัวเลขการส่งออกยางพาราของไทยกลับลดลงอย่างน่าใจหาย โดยช่วง 8 เดือนของปี 2555 มีมูลค่าการส่งออกเพียง 1.7 แสนล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท ที่มีส่งออกมูลค่าสูงถึง 2.5 แสนล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ทำให้ผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปลดการสั่งซื้อ ส่งผลกระทบต่อราคายางพาราในประเทศตกแบบกราวรูดไปอยู่ที่ระดับ 70-80 บาท/กก.
ดังนั้น รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ได้อนุมัติเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง (ตั้งเป้าอย่างต่ำ 100 บาท/กก.) เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2555 วงเงินถึง 1.5 หมื่นล้านบาท แต่กว่าโครงการจะเดินหน้า เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบ 4 เดือน เนื่องจากองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ไม่กล้าซื้อในราคาชี้นำตลาดสูง เพราะกลัวขาดทุน
ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงออกมติใหม่เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2555 ให้ชดเชยการขาดทุนได้ แต่ดูเหมือนจะช้าเกินไปและจำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอ ทาง ครม.จึงได้อนุมัติวงเงินเพิ่มอีก 3 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2555 ประกอบกับเกิดฝนตกชุกในภาคใต้ ทำให้ผลิตออกมาน้อย ดันราคายางกลับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 92 บาท/กก. (ยางแผ่นดิบ) สูงสุดในรอบ 4 เดือน แต่ทิศทางราคายางก็ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะยังผันผวนอยู่มาก
กระนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ใช้ไม้แข็ง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 บังคับผู้ส่งออกยางพาราไทยทุกรายต้องปฏิบัติตาม ตั้งเป้าลดปริมาณการส่งออกยางพาราปริมาณ 1.5 แสนตัน ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงลดปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราลง 10% (ใช้ฐานการส่งออกของแต่ละบริษัทในปี 2554 เป็นตัวตั้ง) ของ 3 ประเทศสมาชิกสภามนตรีไตรภาคียางพารา (ITRC) ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2555 และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มี.ค. 2556
ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่สุดของโลก มีสถิติการส่งออกในปี 2550-2554 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.91% ต่อปี จาก 2.72 ล้านตัน ในปี 2550 เป็น 2.77 ล้านตัน ในปี 2554 เนื่องจากความต้องการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องของจีนและอินเดีย อย่างไรก็ตามการส่งออกยางพาราในปี 2554 ไทยส่งออกลดลง 2.46% จากปี 2553 ที่มีการส่งออก 2.84 ล้านตัน เนื่องจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกรถยนต์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ส่งผลให้สินค้ายางพาราซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ขณะที่อินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 2 ของโลก รองจากไทย มีการส่งออกลดลง 0.03% ต่อปี จาก 2.41 ล้านตัน ในปี 2550 เป็น 2.37 ล้านตัน ในปี 2554 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศอินโดนีเซียเป็นฐานกำลังการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางพาราเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น
ด้านมาเลเซียเป็นเบอร์ 3 ในการส่งออกยางพาราของโลก เพิ่มขึ้น 7.08% ต่อปี จาก 1.01 ล้านตัน ในปี 2550 เป็น 1.22 ล้านตัน ในปี 2554 และเวียดนามเป็นผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 4 ของโลก ส่งออกเพิ่มขึ้น 3.59% ต่อปี จาก 0.72 ล้านตัน ในปี 2550 เป็น 0.79 ล้านตัน ในปี 2554
แน่นอนว่านโยบายในทุกเรื่องของรัฐบาลที่ออกมาย่อมมีทั้งเสียงเชียร์และเสียงค้านถึงผลกระทบที่จะตามมา นำไปสู่ข้อถกเถียงทางความคิดว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่ประเทศไทยต้องลดการส่งออก เพื่อลดซัพพลายสินค้าในตลาดโลกและจะช่วยดันราคายางพาราในประเทศให้ผงกหัวขึ้นได้อย่างไร ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซา ขณะที่อีกสองประเทศก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้สักเท่าไหร่
บุญหาญ อู่อุดมยิ่ง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การใช้มาตรการดังกล่าวน่าจะมีผลช่วยดึงราคายางพาราในประเทศให้ขยับขึ้นมาช่วงหนึ่ง แต่ต้องมีความชัดเจนมากขึ้น โดยทุกประเทศต้องประกาศให้ชัดว่าจะเริ่มลดปริมาณการส่งออกลงเมื่อไหร่ ไม่ใช่มีเพียงไทยประเทศเดียวที่ทำอยู่
“ตอนนี้เหมือนเราเต้นอยู่คนเดียว เพราะอีกสองประเทศยังรับราคายางที่เป็นอยู่ปัจจุบันได้ จึงทำให้ไม่เดือดร้อนที่จะรีบทำตามข้อตกลง เชื่อว่าหากทั้งสามประเทศร่วมมือกันจริงๆ ก็จะช่วยดึงราคายางให้กลับมาอยู่ที่ 120 บาท/กก.ได้”
นอกจากนี้ การจำกัดปริมาณการส่งออกยางพารายังกลายเป็นช่องทางทุจริตอีกด้วย โดยมีผู้ส่งออกบางรายก็เป็นลูกจ้างของ อ.ส.ย.ที่รับจ้างรมยาและรับยางพาราจากเกษตรกรร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบ เรียกเก็บค่าหัวคิวจากสถาบันเกษตรกรโดยไม่เป็นธรรม เพื่อชดเชยการขาดรายได้จากมาตรการของรัฐที่ลดปริมาณการส่งออกยาง ทำให้เกษตรกรต้องยอมจ่ายให้ เพราะถ้าไม่จ่ายก็อ้างว่าโควตาส่งออกยางเต็ม ยางไม่ได้คุณภาพ และหากเอาไปขายในตลาด ราคาจะต่ำกว่ามาก
อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าหลายฝ่ายชี้ตรงกันว่า การแก้ไขปัญหาราคายางพาราในประเทศและในตลาดโลกตกต่ำด้วยวิธีการดังกล่าวนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ถูกต้อง และจะสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมยางพาราของไทยทั้งระบบ เนื่องจากช่วงเดือน ต.ค.-ม.ค.ของทุกปี เป็นช่วงที่ผลผลิตยางของไทยออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียตรงกับช่วงผลผลิตไม่มาก เพราะเป็นช่วงผลัดใบ และประเทศมาเลเซียไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากนำเข้ายางพาราจากประเทศไทยเพื่อไปแปรรูปและส่งออก
ดังนั้น การทำข้อตกลงลดการส่งออกยางทันที จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรไทยมากกว่าประเทศอื่น และจากนี้ไปก็ยังไม่มีใครการันตีได้ว่าราคายางในประเทศของไทยจะขยับสูงขึ้นเหนือระดับ 100 บาท/กก.เหมือนในอดีต ทางออกที่ดีเวลานี้คือ การเพิ่มอุปสรรคภายในประเทศเองให้มากขึ้น นอกจากจะไม่ต้องพึ่งพิงคนอื่นแล้ว ยังจะเป็นจิตวิทยาในการช่วยดึงราคายางพาราให้สูงขึ้นด้วย







