posttoday
BTSตั้งกอง5หมื่นล.

BTSตั้งกอง5หมื่นล.

10 พฤศจิกายน 2555

อินฟราฟันด์ฯกองแรกจากการขายตั๋วโดยสาร/บริษัทฟันกำไรหมื่นล้าน

อินฟราฟันด์ฯกองแรกจากการขายตั๋วโดยสาร/บริษัทฟันกำไรหมื่นล้าน

บีทีเอส เป็นผู้นำตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่า 5-6 หมื่นล้าน คาดกำไรพิเศษหมื่นล้าน ลั่นพร้อมให้รัฐเลือกใช้ลงทุนรถไฟฟ้า

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหารบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) เปิดเผยว่า บริษัทจะจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) โดยเบื้องต้นจะมีขนาด 5 หมื่นล้านบาท โดยการขายรายได้ค่าโดยสารสุทธิของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบีทีเอส

ทั้งนี้ กองทุนนี้มีทรัพย์สินมาจากรายได้สุทธิจากค่าโดยสารรถไฟสายสีเขียวเป็นหลัก ระยะทาง 23.5 กิโลเมตร ซึ่งมีระยะเวลาสัมปทานคงเหลืออีก 17 ปี โดยมีมูลค่าประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยจะมีรายได้จากค่าโดยสารประมาณ 4,000–5,000 ล้านบาท โดยในแต่ละปีรายได้ค่าโดยสารจะเติบโต 14%

นายคีรี กล่าวถึงเป้าหมายหลักในการตั้งกองทุนครั้งนี้ เพื่อระดมเงินและทำตัวเองให้พร้อมรองรับการลงทุนของรัฐบาลที่จะลงทุนระบบขนส่งมวลชนจำนวน 10 เส้นทาง ซึ่งหากรัฐบาลเห็นว่าบริษัทมีความพร้อมเรื่องเงินทุน ประสบการณ์ในการเดินรถไฟมาก่อนก็เป็นโอกาสที่ดีและจะเป็นการสนับสนุนให้การลงทุนของรัฐเกิดขึ้นได้

BTSตั้งกอง5หมื่นล.

 

สำหรับผลประโยชน์ที่จะได้รับ บริษัทจะมีกำไรพิเศษจากการขายทรัพย์สินเข้ากองทุน คาดว่าจะได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และจะรับรู้ในปีหน้า นอกจากนี้ หลังขายแล้วบีทีเอสก็ถือหุ้นในกองทุนจำนวน 33.33% อนาคตก็จะได้รับเงินปันผลจากกองทุนด้วย และยังมีรายได้ที่เติบโตประมาณ 20-30% ต่อปี

“แม้รายได้จากค่าโดยสารจากบีทีเอสซีจะถูกนำไปจัดตั้งกองทุน แต่ บีทีเอสจะซื้อหน่วยหน่วยลงทุนจำนวน 33.33% และยังมีรายได้จากเงินลงทุน รายได้จากดอกเบี้ยและเงินปันผลทำให้ธุรกิจเติบโตดีต่อเนื่อง” นายคีรี กล่าว

นอกจากนี้แล้ว หากบริษัทยังมีเงินสดคงเหลือและมีสภาพคล่องที่ดี บริษัทก็มีแผนการที่จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น (แล้วแต่กรณี) พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลพิเศษด้วยอีกส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ในเรื่องการจ่ายเงินปันผลพิเศษนี้ บริษัทก็ยังต้องพิจารณาประกอบกับแผนการและความต้องการใช้เงินลงทุนในอนาคต ตลอดจนข้อจำกัดทางกฎหมายและปัจจัยอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ ในวันที่ 12 พ.ย. นี้ บริษัทจะยื่นไฟลิงต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคาดว่าเดือน ก.พ. ปีหน้าจะขายหน่วยลงทุนได้ โดยให้ บลจ.บัวหลวงเป็นผู้จำหน่าย ทั้งนี้ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 6-7% และเงินปันผลก็ไม่ต้องเสียภาษีถึง 10 ปี

ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนผู้โดยสารประมาณ 5 แสนคนต่อวัน และช่วงสูงสุดหรือพีกอยู่ที่ 7 แสนคน คาดว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า ยังเติบโตได้ 12% ต่อปี

ทั้งนี้ บีทีเอสมีความประสงค์ที่จะลงทุนในเส้นทางต่างๆ รวม 4 เส้นทาง ซึ่งรวมถึงส่วนต่อขยายสีเขียวจากหมอชิตไปสะพานใหม่ และแบริ่งไปสมุทรปราการ สายสีชมพูจากแครายไปมีนบุรี และรถไฟฟ้าขนาดเบาจากบางนาไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

“เราจัดตั้งกองทุนนี้เพื่อให้นักลงทุนมีทางเลือกการลงทุนในตราสารการเงินใหม่ๆ ซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่มั่นคงจากรายได้ของรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นหลัก และยังมีศักยภาพที่เติบโตจากจำนวนผู้โดยสารอันเป็นผลมาจากการขยายตัวของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชน” นายคีรี กล่าว

ด้านบริษัทได้ขอให้ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นป้าย H หยุดพักการซื้อขายหุ้นเป็นการชั่วคราว ในช่วงบ่ายของวันที่ 9 พ.ย. นี้ เนื่องจากในเวลา 14.00 น. คณะกรรมการจะมีการประชุมเรื่องสำคัญซึ่งอาจมีผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัท และหรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนของผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนได้แห่เข้าซื้อหุ้น BTS ในช่วงเช้า จนทำให้ราคาหุ้นดีดตัวขึ้นแรงโดยปิดที่ระดับ 6.55 บาท เพิ่มขึ้น 0.33 บาท หรือ 4.80% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายมากถึง 1,360 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสวนทางกับตลาดหุ้นที่ปรับตัวลง

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ