
วรภัคลั่นทำกำไรกรุงไทย
เพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม แก้หนี้เน่าลดสำรองเป็นรายได้
เพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม แก้หนี้เน่าลดสำรองเป็นรายได้
กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยเครื่องร้อน เร่งมือสร้างกำไรเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและบริหารหนี้เก่า เปลี่ยนภาพลักษณ์แบงก์รัฐ
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้เดินทางเข้าทำงานเป็นวันแรก โดยได้เปิดเผยนโยบายการบริหารงานในธนาคารกรุงไทย ว่าสิ่งที่ต้องการเข้ามาทำ คือใช้ฐานลูกค้าเดิมของธนาคารที่มีความแข็งแกร่งขยายรายได้และสร้างกำไร
นายวรภัค กล่าวว่า ขณะนี้การทำกำไรมี 2 ส่วนที่ทำให้รายได้หายไป ส่วนแรก คือ รายได้ค่าธรรมเนียมเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ด้วยกันถือว่ายังน้อย ปัจจุบันธนาคารมีรายได้ค่าธรรมเนียมปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ด้วยกันมีรายได้ค่าธรรมเนียมสูงกว่านี้
อีกส่วนคือ สัดส่วนการตั้งสำรองหนี้เสีย ซึ่งเป็นผลจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของเก่าที่ค้างมาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารต้องกันสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญมากกว่าธนาคารอื่น โดยสำรองเฉลี่ยปีละกว่าหมื่นล้านบาท ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่สำรองปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท จะมีการเข้าไปดูในส่วนนี้ เพราะหากบริหารหนี้ได้ดีก็จะทำให้เงินที่กันสำรองน้อยลง และเงินส่วนนี้จะกลับมาเป็นกำไร
“ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารสอดคล้องกับธนาคารขนาดใหญ่ ที่เราตามไม่ทันคือรายได้ค่าธรรมเนียม ส่วนนี้ต้องปรับและกันสำรองทำอย่างไรให้สอดคล้องสินเชื่อ ให้ธนาคารมีความแข็งแกร่งขึ้น หนี้เสียน้อยลง” นายวรภัค กล่าว
นายวรภัค กล่าวว่า อยากเปลี่ยนคำว่าธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารของรัฐบาล (Bank for Government) เป็นธนาคารทางเลือกของรัฐบาล (Government Bank of Choice) ซึ่งหมายถึงรัฐบาลจะนึกถึงธนาคารในการใช้บริการเพราะธนาคารมีดี
“ผมมาที่นี่ไม่มีใบสั่ง ยืนยันได้เลย ผมมาเพราะเป็นมืออาชีพ เรื่องสินเชื่อเป็นวิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้ อะไรที่ทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ ทำได้ก็คือทำได้ ที่ผ่านมาคุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่คนเก่าก็วางรากฐานไว้ดี” นายวรภัค กล่าว
นายวรภัค กล่าวว่า ในปีหน้าสินเชื่อของธนาคารจะเติบโต 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมองว่าจีดีพีประเทศจะเติบโต 4-5%
อย่างไรก็ดี เรื่องการเพิ่มทุนของธนาคาร ขณะนี้ไม่มีความจำเป็น เพราะเพิ่งจะเพิ่มทุนไปเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) และเงินกองทุนขั้นที่ 1 ถือว่ามีความแข็งแกร่ง จึงไม่มีเหตุต้องเพิ่มทุนอีก
กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า วันนี้นายธนาคารต้องเปลี่ยนการทำงาน ไม่ใช่แค่ปล่อยสินเชื่อและรับเงินฝาก แต่การทำธุรกิจของลูกค้าได้เปลี่ยนไป ไม่ได้ขอสินเชื่อเหมือนเดิม แต่มีการออกหุ้นกู้ ธนาคารจึงสามารถสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกทั้งลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอี ก็ควรใช้ฐานจำนวนลูกค้าที่มีมากอยู่แล้วขายสินค้าข้ามผลิตภัณฑ์ เหมือนขุดบ่อให้ลึกและกว้างขึ้น นอกจากเรื่องสินเชื่อที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
“การบริหารสินเชื่อก็ต้องกระจายให้มากขึ้น ไม่กระจุกตัวเพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง และไม่กระจุกตัวในเรื่องฐานลูกค้า” นายวรภัค กล่าว
สำหรับสาขาในต่างประเทศนั้น ธนาคารมีความแข็งแกร่งสาขา และประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ตามแนวชายแดน ฉะนั้นการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเน้นไปที่การเติบโตในธุรกิจซัพพลายเชน เน้นบริษัทไทยที่ค้าขายกับต่างประเทศ หรือขยายการลงทุนไปต่างประเทศ โดยจะใช้ความเชี่ยวชาญการบริหารสถาบันการเงินต่างประเทศกว่า 20 ปี เข้ามาช่วยสนับสนุนจุดอ่อนของธนาคารให้แข็งแกร่ง







