
บอร์ดค้านขายGOLDให้UV
บอร์ดที่ปรึกษาการเงิน “แผ่นดินทองฯ” แนะผู้ถือหุ้นปฏิเสธคำเสนอซื้อหุ้นจาก UV เหตุราคาต่ำเกินไป
บอร์ดที่ปรึกษาการเงิน “แผ่นดินทองฯ” แนะผู้ถือหุ้นปฏิเสธคำเสนอซื้อหุ้นจาก UV เหตุราคาต่ำเกินไป
นายคริสโตเฟอร์ ไมเคิล ดีลานี ประธานกรรมการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทและที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ มีมติเอกฉันท์ว่าผู้ถือหุ้น GOLD ควรปฏิเสธคำเสนอซื้อหุ้นของบริษัท ยูนิเวนเจอร์ (UV) เนื่องจากราคาเสนอซื้อหุ้นที่ 5.50 บาทต่อหุ้น และใบสำคัญแสดงสิทธิ (GOLD-W1) ที่ 2.50 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของกิจการ
ทั้งนี้ จากการประเมินมูลค่าหุ้นของที่ปรึกษาทางการเงิน พบว่ามูลค่าหุ้น GOLD น่าจะอยู่ระหว่าง 5.72-7.46 บาทต่อหุ้น ขณะที่ราคาเหมาะสมของ GOLD-W1 น่าจะอยู่ระหว่าง 2.64-4.69 บาทต่อหน่วย ขึ้นอยู่กับวิธีการประเมิน แต่ไม่ว่าจะประเมินด้วยวิธีใดราคาเหมาะสมของ GOLD และ GOLD-W1 ยังคงสูงกว่าราคาเสนอซื้อ ดังนั้นหากนักลงทุนต้องการขายหุ้นควรขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโอกาสได้ราคาดีกว่า ส่วนผู้ที่ประสงค์ลงทุนระยะยาวอาจปฏิเสธคำเสนอซื้อครั้งนี้
นอกจากนี้ ที่ปรึกษาการเงินมี ความเห็นว่าอาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ภายหลัง UV เข้ามาบริหารงาน เพราะมีผู้บริหารกลุ่มเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานของทั้งสองบริษัท เนื่องจากมีปัญหาการทับซ้อนของธุรกิจ และนโยบายการเลือกบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพื่อพัฒนาโครงการบนที่ดินที่ได้มาในอนาคต ซึ่งจะกระทบผู้ถือหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) กล่าวว่า กลุ่ม “สุริยวนากุล” ได้นำหุ้นสัดส่วน 20% ไปเสนอขายให้กับบริษัท เอสซีจี ดิวทริบิวชั่น เพื่อให้การทำคำเสนอซื้อหุ้น GLOBAL เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และทำให้การร่วมทุนระหว่าง 2 บริษัทเดินหน้าต่อไปได้ โดยสาเหตุที่ต้องนำหุ้นออกมาขายเอง เป็นเพราะไม่มีนักลงทุนรายย่อยนำหุ้นออกมาขายให้กับบริษัท เอสซีจีฯ เลย เนื่องจากราคาเสนอซื้อที่ 14 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ดี หลังการขายหุ้นกลุ่ม “สุริยวนากุล” ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 37-40% ขณะที่เอสซีจีฯ ถือ 30%
“ผมถือว่าราคาที่ขายให้เอสซีจีฯ ที่ 14 บาท เป็นราคาที่เหมาะสม เพราะนับตั้งแต่นำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ราคาไอพีโอ 2.55 บาท รวมกับการใช้สิทธิของวอร์แรนต์ ทำให้มูลค่าหุ้นของกลุ่มปรับเพิ่มขึ้นมาแล้ว 15 เท่า นอกจากนี้มองว่าการขายหุ้นครั้งนี้ก็เพื่อการเติบโตของบริษัท เพราะมั่นใจว่าบริษัทก็จะได้ประโยชน์จากการที่ได้เอสซีจีฯ เข้ามาร่วมทุนด้วยแน่นอน” นายวิทูร กล่าว







