posttoday
จีไอเอ็นเชื่อมหน่วยงานรัฐ เพิ่มความสามารถแข่งขันชาติ

จีไอเอ็นเชื่อมหน่วยงานรัฐ เพิ่มความสามารถแข่งขันชาติ

25 มีนาคม 2553

8...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

นอกจากงานตรวจสอบและกำกับดูแลเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานค่ายโทรศัพท์มือถือ และการปิดเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมแล้ว กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ยังมีหน้าที่สร้างระบบเครือข่ายสารสนเทศกลาง เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศเข้าไว้ด้วยกัน สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ส่งเอกสาร เชื่อมโยงข้อมูลผ่านเครือข่ายในลักษณะเวอร์ชวล ไพรเวต เน็ตเวิร์ก หรือวีพีเอ็น ที่มีความสะดวกปลอดภัย ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ต่างจากหน่วยงานเอกชนที่มีสาขาจำนวนมาก เช่น ธนาคาร สถาบันการเงินต่างๆ

ถ้ามองย้อนไปก่อนหน้านี้ แต่ละหน่วยงานของรัฐของบประมาณเอง ดำเนินการกันเองภายใน ปัญหาที่ตามมาคือ แต่ละหน่วยงานก็มีมาตรฐานของตัวเอง พอจะเชื่อมต่อกันก็ทำได้ลำบาก ดังนั้นกระทรวงไอซีทีจึงเข้ามาดำเนินการแทน เพื่อจะได้เห็นภาพ “รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์” หรืออีกอฟเวิร์นเมนต์ ที่สมบูรณ์ การทำงานระหว่างกันก็ง่ายและรวดเร็ว การให้บริการประชาชนแบบวันสต็อปเซอร์วิส มาที่เดียวได้ครบทุกอย่าง สะดวกสบาย

หลังจากทำมาหลายปี ตั้งแต่ปี 2549 เริ่มจากเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 274 แห่ง ขยายไปส่วนภูมิภาคในปี 2551 ครอบคลุมหน่วยงานอีกกว่า 450 แห่ง โดยในปี 2552 สามารถเชื่อมโยงลงไปถึงระดับจังหวัด และในปี 25532555 จะลงไปถึงระดับอำเภอ ให้ติดต่อถึงกันได้ทั้งหมด ปัจจุบันก็เริ่มเห็นหน้าเห็นตา ใช้งานได้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากนักและต้องต่อยอดอีกมากในหลายหน่วยงาน

อังสุมาล ศุนาลัย รองปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า อันดับแรกเมื่อต้องการให้รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้น ก็ต้องมีโครงข่ายมาเชื่อมโยงก่อน จึงเกิดการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารข้อมูล หรือจีไอเอ็น (Government Information Network) โดยใช้บริการของบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม หน่วยงานในสังกัดของไอซีทีเองมีลักษณะเป็น กอฟเวิร์นเมนต์ อินทราเน็ต เชื่อมสำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานระดับกระทรวง หน่วยงานระดับกรม

“ที่เห็นได้ชัดมาก คือ ศูนย์ราชการบนถนนแจ้งวัฒนะ ที่หน่วยงานของรัฐสามารถโทรศัพท์ติดต่อถึงกันได้ด้วยระบบภายใน การส่งเอกสารบางส่วนสามารถทำบนเครือข่ายเป็นการลดการใช้กระดาษในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีอีกมากที่ยังจำเป็นต้องใช้กระดาษอยู่” อังสุมาล กล่าว

แน่นอนว่า โครงข่ายจีไอเอ็นมีความปลอดภัยสูง เพราะมีข้อมูลของรัฐ แต่ก็มีระดับความปลอดภัยพิเศษสำหรับหน่วยงานความมั่นคง เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย

สำหรับประชาชนทั่วไป อาจจะยังไม่เห็นภาพการใช้บริการที่ชัดเจนมากนัก นอกจากบริการผ่านเว็บไซต์ต่างๆ เช่น การเสียภาษี การติดต่อขอรับเอกสารต่างๆ แต่ส่วนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด คือ ผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนที่ต้องติดต่อประสานงานกับหน่วยงานของรัฐหลายๆ แห่ง สามารถลดต้นทุน และรับบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่น การติดต่อกับการนิคมอุตสาหกรรมเพื่อขอรับสิทธิพิเศษทางภาษี ต้องติดต่อกรมที่ดิน ติดต่อกรมศุลกากร ต้องขอเอกสารจำนวนมาก และเดินทางหลายเที่ยว แต่การมีเครือข่ายเชื่อมถึงกัน ทำให้หน่วยงานรัฐส่งข้อมูลถึงกันได้โดยตรง

อุปสรรคส่วนหนึ่ง คือ การพัฒนาบุคลากรของรัฐให้รองรับการใช้งานไอที ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับตัว แต่เมื่อมีการทดลองใช้แล้วก็ยอมรับในการใช้งาน เพราะสะดวกสบายมากขึ้นกว่าระบบเดิมมาก และบุคลากรของรัฐเหล่านี้จะเป็นผู้กระจายวิธีการไปยังหน่วยงานรัฐอื่นๆ ให้หันมาใช้ระบบใหม่ รวมถึงกระจายไปยังประชาชนให้รู้จักใช้ประโยชน์จากบริการอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ใช้เวลาไม่นาน เช่น การเสียภาษีออนไลน์ ที่ไม่ต้องไปยืนเข้าคิวจ่ายเงินประจำปี

อังสุมาล กล่าวต่อไปว่า การใช้เครือข่ายจีไอเอ็นและนำระบบไอทีมาใช้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เป็นการยกระดับมาตรฐานการทำงานของรัฐไม่ให้แพ้ประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ ที่มีการใช้งานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์มานานแล้ว หรือแม้แต่มาเลเซียก็มีใช้งานเช่นเดียวกัน

เท่ากับว่าการใช้งานระบบจีไอเอ็น ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพของบริการที่ดีขึ้น ยังเป็นหน้าเป็นตาให้กับรัฐบาลด้วย ถ้ามีการเปรียบเทียบกันระหว่างรัฐบาลในหลายประเทศ การโดนประเทศเกิดใหม่ เช่น เวียดนาม แซงหน้าไปได้คงดูไม่ดีนัก และจะเป็นผลถึงการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ยิ่งในยุคที่ภูมิภาคเอเชียเป็นแหล่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโอกาสที่ไทยจะชูจุดเด่นในการดึงเงินเข้าประเทศ

ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าจีไอเอ็นสำคัญและจำเป็นต่อประเทศไทยมาก แต่ก็ขึ้นกับการให้ความสำคัญด้วย เพราะตลอด 34 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท และกำลังรอลุ้นว่าในปีนี้จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดลงในระดับอำเภอและตำบล ซึ่งเป็นแผนในปี 25532555 ไม่เช่นนั้นคงต้องรอกันไปอีกนาน ซึ่งหลายครั้งที่รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานไอทีเท่าที่ควร มีการตัดงบประมาณลงไปมาก แม้แต่กระทรวงไอซีทีที่รับผิดชอบโครงการนี้เอง ก็ยังไม่ได้ผลักดันแบบเต็มที่นัก

ถ้ามองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ก็ต้องเร่งเครื่องให้งานเดินหน้าไปเร็วกว่านี้ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดงานไอซีทีสร้างคน สร้างชาติ ที่ยังเป็นคำถามว่า ได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน คำตอบชัดเจนแล้วว่า กระทรวงไอซีทีควรให้น้ำหนักโครงการใดมากกว่ากัน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี