
เงินร้อนทะลักแน่
‘เอชเอสบีซี’ระบุไทยเป็นเป้าหมายพันธบัตรสกุลบาทให้ผลตอบแทนดี
‘เอชเอสบีซี’ระบุไทยเป็นเป้าหมายพันธบัตรสกุลบาทให้ผลตอบแทนดี
“เอชเอสบีซี” ประเมินมาตรการคิวอี 3 ส่งผลเงินทะลักไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้ คาดธนาคารแห่งประเทศไทยหั่นดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เพื่อลดความร้อนแรง
นายอองเดร เดอ ซิลวา ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์วิจัยอัตราดอกเบี้ยตลาดเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่มาตรการดำเนินนโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอีรอบที่ 3) ของสหรัฐ จะทำให้มีปริมาณเงินไหลเข้าสู่เอเชียสูงกว่าการทำคิวอีในช่วง 2 ครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้มียุโรปมาเกี่ยวข้องด้วย
ผู้บริหารเอชเอสบีซีคาดว่า ตลาดที่จะเป็นเป้าหมายของนักลงทุนคือ มาเลเซีย ไทย และเกาหลีใต้ เนื่องจากมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยังไม่มีนโยบายควบคุมเงินทุนไหลเข้าออกมา
“ในตลาดพันธบัตรขณะนี้ เริ่มมีนักลงทุนบางส่วนเอาเงินออกจากการลงทุนในพันธบัตรอินโดนีเซีย ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงมาลงทุนใน 3 ประเทศนี้มากขึ้น แม้ว่าธนาคารกลางของเกาหลีใต้และไทยจะมีการลดดอกเบี้ย แต่จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนให้น้ำหนักกับพื้นฐานมากกว่า และที่สำคัญคือไม่มีนโยบายควบคุมเงินทุนไหลเข้า” นายอองเดร กล่าว
นายอองเดร กล่าวว่า หากประเมินจากตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้าสหรัฐจะเติบโต 1.7% กลุ่มอียูจะเติบโตติดลบ 0.1% ญี่ปุ่นขยายตัว 1.6% และจีน 8.6% เมื่อประกอบกับการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำและการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของสหรัฐและกลุ่มอียู ทำให้เม็ดเงินลงทุนจะยังไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธบัตรไทยถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจของนักลงทุน
สาเหตุเนื่องจากในระยะ 12 เดือนจากนี้ไป ประเทศไทยจะมีพันธบัตรออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทยในระยะกลางถึงระยะยาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ขณะที่พันธบัตรที่อ้างอิงอัตราเงินเฟ้อ (ILB) ของไทยก็มีผลตอบแทนที่น่าดึงดูด โดยมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรปกติ 2.3% เมื่อคำนวณจากระดับเงินเฟ้อปัจจุบัน 3.3%
“หลังจากสหรัฐประกาศคิวอี 3 ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรสกุลเงินบาทเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 500 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ค่าเงินบาทย้อนหลังไป 3 เดือนนั้น พบว่าแข็งค่าขึ้นราว 3% สอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค ทำให้คาดว่าสิ้นปีนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวที่ 30.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ” นายอองเดร กล่าว
นายอองเดร กล่าวว่า จากแนวโน้มข้างต้น ทำให้คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ภายในเดือนนี้หรือภายในต้นปีหน้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดความร้อนแรงของภาวะเงินทุนไหลเข้า ก่อนจะทรงตัวและปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงกลางปีหน้า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้มีแรงกดดันจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ผู้บริหารธนาคารเอชเอสบีซีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เชื่อว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้ เชื่อว่าจะขยายตัวได้ 6.3% ส่วนในปี 2556 นั้น เชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะขยายตัว 4.5% โดยมีการบริโภคของภาคเอกชนเป็นตัวนำ และคาดว่าการส่งออกจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังของปี
ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาดูผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐว่าพรรคใดจะเป็นผู้ชนะ เพราะจากสถิติพบว่า หากพรรคเดโมแครตชนะอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ของสหรัฐจะมีค่าเฉลี่ยการปรับลดลงอยู่ที่ 0.40% ขณะที่หากพรรครีพับลิกันชนะผลตอบแทนพันธบัตรจะเพิ่มขึ้น 0.19% และจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นมากกว่า ทำให้หากพรรครีพับลิกันชนะ อาจช่วยชะลอกระแสของเงินทุนไหลเข้าเอเชียได้เล็กน้อยในระยะสั้น
ประเด็นสำคัญที่ควรจับตาดูมากคือ หากพรรครีพับลิกันชนะจะมีการปรับเปลี่ยนผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ และมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายการเงินหรือไม่ รวมถึงนโยบายที่แข็งกร้าวต่อจีนของนายมิตต์ รอมนีย์ อาจกระทบความสัมพันธ์กับจีนที่เป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ







