
คลังสาวไส้ทุจริตเบิกค่ายา
ดึงปปท.สอบข้าราชการกราวรูด ฮั้ว
‘แพทย์พยาบาล’เอื้อเอกชนโพสต์ทูเดย์ — คลังลงดาบข้าราชการโกงเงินหลวง ดึง ป.ป.ท. สอบใช้งบเบิกจ่ายยาถึง 4 หมื่นล้าน ล้างทุจริตค่ารักษาพยาบาล
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อให้เข้ามาร่วมตรวจสอบข้อมูล ปราบปรามทุจริตจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่ายาของข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากพบว่าทุจริตเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2552 มีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 6.1 หมื่นล้านบาท เป็นการเบิกจ่ายค่ายาสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี
“
กรมไม่ได้เน้นจับข้าราชการเป็นรายๆ เพียงอย่างเดียว แต่มองถึงปัญหา เกิดจากระบบรักษาพยาบาลที่สร้างแรงจูงใจเชิงลบ เพราะผู้ใช้สิทธิสามารถเบิกจ่ายตามการรักษาและค่ายาได้จริง โดยที่ไม่ต้องสำรองเงินไปก่อน จึงมีโอกาสที่จะทุจริตแน่นอน แต่การเข้าไปตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นจะไม่ลิดรอนสิทธิรักษาพยาบาลที่ข้าราชการมี และไม่ก้าวล่วงในการวินิจฉัยโรคของแพทย์ แต่จะไปดูการสั่งยาให้เป็นไปตามกรอบเท่านั้น” นายพงษ์ภาณุ กล่าวทั้งนี้ ในข้อตกลงร่วมกับ ป.ป.ท. อนุญาตให้เข้ามาดูข้อมูลเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ติดตามธุรกรรมการเงินที่อาจส่อไปในทางทุจริต ให้อำนาจติดตามพฤติกรรมผู้ใช้สิทธิ รวบรวมหลักฐานและดำเนินคดีกับผู้ทุจริตได้ ซึ่งเข้าข่ายกระทำความผิดทางอาญา เปิดให้ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุยาจำนวนมากมีการเอื้อประโยชน์บริษัทเอกชนหรือไม่ และจัดทำข้อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรมต่อไป
นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า การแก้ไขระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่ายาเกินจริง ต้องมีการยับยั้งสั่งยาที่ไม่เหมาะสม มีระบบการประเมินการใช้ยาให้กับผู้ใช้สิทธิ โดยกรมจะปรึกษากับแพทยสภา เพื่อนำระบบสารสนเทศ (ไอที) เพื่อตรวจสอบการสั่งยาของแพทย์ที่เกินเหตุ รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ใช้สิทธิเน้นใช้ยาในบัญชียาหลักมากขึ้น ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมภายใน 6 เดือน รวมถึงการผลักดันระบบการออมเพื่อสุขภาพ (Medi Save) ที่หลักการเบื้องต้นข้าราชการ ที่ไม่เบิกค่ารักษาพยาบาล ก็จะนำไปเป็นเงินออมหลังเกษียณได้ ซึ่งจะเสนอรูปแบบให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาใน 30 วัน
อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า มาตรการทั้งหมดเป็นการส่งสัญญาณไปถึงผู้ที่จะทำการทุจริต ว่ากรมจะดำเนินการเด็ดขาด เพราะถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา หากข้าราชการทำผิดก็มีความผิดทางวินัย และการได้รับความร่วมมือจาก ป.ป.ท. จะทำให้มีหลักฐานพยานแน่หนา มีการสอบสวนเชิงลึกมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีการเบิกจ่ายที่สูงเกินความจำเป็นอีก โดยในปีงบประมาณ 2553 กรมจะควบคุมค่ารักษาพยาบาลและค่ายาไม่ให้เกินปี 2552 หรือประมาณ 6.1 หมื่นล้านบาท
นายมนัส แจ่มเวหา ที่ปรึกษากรมบัญชีกลาง กล่าวว่า จาการตรวจสอบพบว่ามีข้าราชการทุจริตจำนวน 8 คน และตรวจสอบว่าทุจริตจริง เข้าสู่กระบวนการศาลจำนวน 7 คน เป็นการทุจริตเบิกจ่ายยาวงเงิน 14 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ 2 ล้านบาท และมีอีก 30 คน ที่ได้รับข้อมูลและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
สำหรับการทุจริตที่ผ่านมาพบว่ามีข้าราชการไปรับยาสัปดาห์ละ 1 โรงพยาบาล เฉลี่ยเดือนละ 4 โรงพยาบาล ซึ่งหากทานยาทั้งหมดจะเสียชีวิต จึงเข้าข่ายทุจริตที่ต้องตรวจสอบ
นายภิญโญ ทองชัย เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า จะเข้าไปดำเนินการในกลุ่มบุคคล 45 กลุ่ม เช่น กลุ่มข้าราชการว่ามีการใช้สิทธิถูกต้องหรือมีเจตนาทุจริตหรือไม่ กลุ่มสถานพยาบาล การจ่ายยา ส่วนการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้ทำระบบข้อมูลเบิกจ่าย เภสัชกร แพทย์ เป็นต้น







