posttoday
เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส บริษัทหารหนี้ใหญ่ของประเทศ

เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส บริษัทหารหนี้ใหญ่ของประเทศ

05 พฤศจิกายน 2555

บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) บริษัทย่อยของบริษัท เจมาร์ท (JMART) ภายใต้การนำของ “ปิยะ พงษ์อัชฌา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนครั้งแรกในราคาขาย หุ้นละ 4 บาท

บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) บริษัทย่อยของบริษัท เจมาร์ท (JMART) ภายใต้การนำของ “ปิยะ พงษ์อัชฌา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนครั้งแรกในราคาขาย หุ้นละ 4 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้นำการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และ 3 ผู้จำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย คือ บล.ธนชาต บล.บัวหลวง และ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดให้ผู้ถือหุ้น JMART จองซื้อวันที่ 1214 พ.ย.นี้ ในสัดส่วนการใช้สิทธิ 9.15 หุ้น JMART (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) จะได้รับสิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ JMT จำนวน 1 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท)

สำหรับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไปจองวันที่ 19-21 พ.ย. 2555 โดยจะจัดนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน นักวิเคราะห์ และสื่อมวลชน ในวันที่ 5 พ.ย. 2555 และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ประมาณวันที่ 27 พ.ย. 2555 ในหมวดการเงิน

JMT เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ บริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง ที่ JMART ถือหุ้นทั้งหมด มีทุนจดทะเบียนจำนวน 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 300 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และมีทุนเรียกชำระแล้ว 225 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 225 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และภายหลังจากเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ JMT จะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 300 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ซึ่งหุ้นของ JMART จะลดลงจาก 100% เหลือ 75% เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามาลงทุนในหุ้นของบริษัทได้โดยตรง

“ปิยะ” กล่าวว่า เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ จะนำไปใช้ซื้อพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพมาบริหารจัดการเพิ่มขึ้น และการเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้ เพื่อให้บริษัทมีเครดิตและชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการ

ภายหลังการขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก บริษัทจะพยายามไม่ให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนเกิน 1.4 เท่า จากสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จากมาตรฐานธุรกิจการเงินไม่เกิน 2 เท่า

“มั่นใจว่าหุ้นของ JMT จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน เพราะกำหนดราคาไว้ที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 13.8 เท่า บริษัทมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจากผลประกอบการที่เติบโตในอัตราค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเติบโตของธุรกิจเร่งรัดหนี้สิน การบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง นอกจากนั้นยังได้กำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลไว้สูงถึง 50% ของกำไรสุทธิ”

เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส บริษัทหารหนี้ใหญ่ของประเทศ

 

สิ้นปี 2554 บริษัทมีรายได้รวม 324 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 67 ล้านบาท และในงวด 6 เดือนแรกของปี 2555 มีรายได้รวม 186 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 51 ล้านบาท โดยมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2554 ประมาณ 8% และ 64% ตามลำดับ และในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2555 บริษัทมีรายได้รวม 337 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 87 ล้านบาท

“ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า หุ้นไอพีโอที่ราคาหุ้นละ 4 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (พีอีเรโช) ประมาณ 13.8 เท่า จากผลประกอบการในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2555 ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจ และมีส่วนลดให้กับนักลงทุนถึง 32% เมื่อเปรียบเทียบกับ พี/อี ของคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน

นักวิเคราะห์ในตลาดให้ราคาที่เหมาะสมปี 2556 JMT ที่หุ้นละ 6.48 บาท อิงราคาตามมูลค่าบัญชีที่หุ้นละ 3.07 เท่า โดยหุ้นนี้จัดเป็นหุ้นเติบโตสูงที่มีแนวโน้มกำไรสุทธิเชิงรุกในช่วง 3 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น หรืออาร์โออี เฉลี่ยสูงเกิน 20% ในแต่ละปี และจ่ายปันผลสูงโดยประมาณการอัตราการจ่ายสูงถึงเฉลี่ย 70%ต่อปี และให้อัตราผลตอบแทนปันผล 7-12% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

นักวิเคราะห์อีกรายประเมินมูลค่าพื้นฐานของบริษัทที่เหมาะสมควรจะมีมูลค่า 1,470 ล้านบาท เปรียบเทียบ พี/อี ที่เหมาะสมสำหรับบริษัทกับตลาดหุ้นไทยโดยรวมที่มีค่าความสัมพันธ์เชิงธุรกิจสูง โดยอัตราการขยายตัวของกำไรบริษัทจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทย รวมถึงอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และทุนอยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม

บริษัทมีประสบการณ์ด้านการติดตามและบริหารหนี้มานานกว่า 18 ปี โดย ปิยะ เล่าว่า เริ่มตั้งแต่ปี 2537 ที่ติดตามหนี้ให้บริษัทแม่คือ JMART ที่ตอนนั้นยังเป็นบริษัทขายเครื่องใช้ไฟฟ้า จนกระทั่งปี 2540 เมื่อ JMART เปลี่ยนมาขายโทรมือถือ หน่วยงานติดตามหนี้ของ JMART จึงหารือกับลูกค้าที่เป็นคู่ค้าของ JMART ขอแบ่งผลประโยชน์ในการจัดเก็บหนี้

คู่แข่งในอดีตของ JMT คือ เอชเอสบีซี ที่ถูกธนาคารกรุงศรีอยุธยาซื้อกิจการไปแล้ว ต่อมาขยายกิจการไปรับติดตามหนี้ของกลุ่มธนาคาร จนกระทั่งศักยภาพมากขึ้นอยากมีผลิตภัณฑ์เป็นของบริษัทเอง

ปี 2548 ได้หารือกับอีซีบาย ซื้อหนี้ก้อนแรกระดับพันล้านบาท ด้วยเงินทุนกว่า 30 ล้านบาท จนกระทั่งสิ้นเดือน มิ.ย.ปีนี้ มีหนี้ในการบริหาร 2 หมื่นล้านบาท ด้วยเงินทุนที่ซื้อมา 1,020 ล้านบาท ปี 2556 คาดว่าจะซื้อหนี้เพิ่มอีก 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นหนี้สะสมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยหวังว่าจะมีอัตราเติบโต 20% และอัตรากำไรสุทธิ 30% นอกจากนั้นยังมีธุรกิจรับจ้าง 1 หมื่นล้านบาท จากปีนี้ 1 หมื่นล้านบาท ธุรกิจบริหารหนี้และเช่าซื้อรถยนต์มือสองมีรายได้ปีนี้ 2 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 4 ล้านบาท ในปีหน้า

ค่าเฉลี่ยอัตรากำไรสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ของ JMT มีอัตรากำไรขั้นต้น 50% และอัตรากำไรสุทธิ 30% โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้ เนื่องมาจากมีวิธีการซื้อหนี้โดยใช้สถิติผ่านการวิเคราะห์จากสถิติเดิมที่เก็บได้ในอดีตรวมกับค่าใช้จ่าย และประมาณการเงินสดหักค่าใช้จ่าย คิดกำไรขั้นต้นก่อนหักหนี้สิน โดยตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ 12% โดยมีการบวกค่าความระมัดระวัง 20% สำหรับหนี้ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันเก็บได้แล้ว 91% ของเงินลงทุน

นักวิเคราะห์เชื่อว่าธุรกิจบริหารหนี้และเช่าซื้อรถยนต์มือสองจะเป็นธุรกิจที่ผลักดันกำไรปี 2555-2557 ของ JMT ให้เติบโต 36.2% เพิ่มสูงสุดในกลุ่มบริษัทเงินทุน เพราะเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงคุ้มค่าเทียบกับเงินลงทุน ด้วยกลยุทธ์เพิ่มพอร์ตรับซื้อหนี้เข้ามาบริหารไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของ JMT คือ ลูกค้าเจ้าของมูลหนี้ไม่ต่อสัญญา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมและการขยายไปสู่ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์มือสอง ที่อาจส่งผลต่อหนี้เสียบริษัทและกระทบต่อกำไรและส่วนทุน หากการควบคุมความเสี่ยงไม่เหมาะสม

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี