
เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส บริษัทหารหนี้ใหญ่ของประเทศ
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) บริษัทย่อยของบริษัท เจมาร์ท (JMART) ภายใต้การนำของ “ปิยะ พงษ์อัชฌา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนครั้งแรกในราคาขาย หุ้นละ 4 บาท
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) บริษัทย่อยของบริษัท เจมาร์ท (JMART) ภายใต้การนำของ “ปิยะ พงษ์อัชฌา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนครั้งแรกในราคาขาย หุ้นละ 4 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้นำการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และ 3 ผู้จำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย คือ บล.ธนชาต บล.บัวหลวง และ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดให้ผู้ถือหุ้น JMART จองซื้อวันที่ 1214 พ.ย.นี้ ในสัดส่วนการใช้สิทธิ 9.15 หุ้น JMART (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) จะได้รับสิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ JMT จำนวน 1 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท)
สำหรับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไปจองวันที่ 19-21 พ.ย. 2555 โดยจะจัดนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน นักวิเคราะห์ และสื่อมวลชน ในวันที่ 5 พ.ย. 2555 และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ประมาณวันที่ 27 พ.ย. 2555 ในหมวดการเงิน
JMT เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ บริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง ที่ JMART ถือหุ้นทั้งหมด มีทุนจดทะเบียนจำนวน 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 300 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และมีทุนเรียกชำระแล้ว 225 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 225 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และภายหลังจากเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ JMT จะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 300 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ซึ่งหุ้นของ JMART จะลดลงจาก 100% เหลือ 75% เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามาลงทุนในหุ้นของบริษัทได้โดยตรง
“ปิยะ” กล่าวว่า เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ จะนำไปใช้ซื้อพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพมาบริหารจัดการเพิ่มขึ้น และการเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้ เพื่อให้บริษัทมีเครดิตและชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการ
ภายหลังการขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก บริษัทจะพยายามไม่ให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนเกิน 1.4 เท่า จากสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จากมาตรฐานธุรกิจการเงินไม่เกิน 2 เท่า
“มั่นใจว่าหุ้นของ JMT จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน เพราะกำหนดราคาไว้ที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 13.8 เท่า บริษัทมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจากผลประกอบการที่เติบโตในอัตราค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเติบโตของธุรกิจเร่งรัดหนี้สิน การบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง นอกจากนั้นยังได้กำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลไว้สูงถึง 50% ของกำไรสุทธิ”
สิ้นปี 2554 บริษัทมีรายได้รวม 324 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 67 ล้านบาท และในงวด 6 เดือนแรกของปี 2555 มีรายได้รวม 186 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 51 ล้านบาท โดยมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2554 ประมาณ 8% และ 64% ตามลำดับ และในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2555 บริษัทมีรายได้รวม 337 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 87 ล้านบาท
“ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า หุ้นไอพีโอที่ราคาหุ้นละ 4 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (พีอีเรโช) ประมาณ 13.8 เท่า จากผลประกอบการในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2555 ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจ และมีส่วนลดให้กับนักลงทุนถึง 32% เมื่อเปรียบเทียบกับ พี/อี ของคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน
นักวิเคราะห์ในตลาดให้ราคาที่เหมาะสมปี 2556 JMT ที่หุ้นละ 6.48 บาท อิงราคาตามมูลค่าบัญชีที่หุ้นละ 3.07 เท่า โดยหุ้นนี้จัดเป็นหุ้นเติบโตสูงที่มีแนวโน้มกำไรสุทธิเชิงรุกในช่วง 3 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น หรืออาร์โออี เฉลี่ยสูงเกิน 20% ในแต่ละปี และจ่ายปันผลสูงโดยประมาณการอัตราการจ่ายสูงถึงเฉลี่ย 70%ต่อปี และให้อัตราผลตอบแทนปันผล 7-12% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
นักวิเคราะห์อีกรายประเมินมูลค่าพื้นฐานของบริษัทที่เหมาะสมควรจะมีมูลค่า 1,470 ล้านบาท เปรียบเทียบ พี/อี ที่เหมาะสมสำหรับบริษัทกับตลาดหุ้นไทยโดยรวมที่มีค่าความสัมพันธ์เชิงธุรกิจสูง โดยอัตราการขยายตัวของกำไรบริษัทจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทย รวมถึงอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และทุนอยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
บริษัทมีประสบการณ์ด้านการติดตามและบริหารหนี้มานานกว่า 18 ปี โดย ปิยะ เล่าว่า เริ่มตั้งแต่ปี 2537 ที่ติดตามหนี้ให้บริษัทแม่คือ JMART ที่ตอนนั้นยังเป็นบริษัทขายเครื่องใช้ไฟฟ้า จนกระทั่งปี 2540 เมื่อ JMART เปลี่ยนมาขายโทรมือถือ หน่วยงานติดตามหนี้ของ JMART จึงหารือกับลูกค้าที่เป็นคู่ค้าของ JMART ขอแบ่งผลประโยชน์ในการจัดเก็บหนี้
คู่แข่งในอดีตของ JMT คือ เอชเอสบีซี ที่ถูกธนาคารกรุงศรีอยุธยาซื้อกิจการไปแล้ว ต่อมาขยายกิจการไปรับติดตามหนี้ของกลุ่มธนาคาร จนกระทั่งศักยภาพมากขึ้นอยากมีผลิตภัณฑ์เป็นของบริษัทเอง
ปี 2548 ได้หารือกับอีซีบาย ซื้อหนี้ก้อนแรกระดับพันล้านบาท ด้วยเงินทุนกว่า 30 ล้านบาท จนกระทั่งสิ้นเดือน มิ.ย.ปีนี้ มีหนี้ในการบริหาร 2 หมื่นล้านบาท ด้วยเงินทุนที่ซื้อมา 1,020 ล้านบาท ปี 2556 คาดว่าจะซื้อหนี้เพิ่มอีก 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นหนี้สะสมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยหวังว่าจะมีอัตราเติบโต 20% และอัตรากำไรสุทธิ 30% นอกจากนั้นยังมีธุรกิจรับจ้าง 1 หมื่นล้านบาท จากปีนี้ 1 หมื่นล้านบาท ธุรกิจบริหารหนี้และเช่าซื้อรถยนต์มือสองมีรายได้ปีนี้ 2 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 4 ล้านบาท ในปีหน้า
ค่าเฉลี่ยอัตรากำไรสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ของ JMT มีอัตรากำไรขั้นต้น 50% และอัตรากำไรสุทธิ 30% โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้ เนื่องมาจากมีวิธีการซื้อหนี้โดยใช้สถิติผ่านการวิเคราะห์จากสถิติเดิมที่เก็บได้ในอดีตรวมกับค่าใช้จ่าย และประมาณการเงินสดหักค่าใช้จ่าย คิดกำไรขั้นต้นก่อนหักหนี้สิน โดยตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ 12% โดยมีการบวกค่าความระมัดระวัง 20% สำหรับหนี้ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันเก็บได้แล้ว 91% ของเงินลงทุน
นักวิเคราะห์เชื่อว่าธุรกิจบริหารหนี้และเช่าซื้อรถยนต์มือสองจะเป็นธุรกิจที่ผลักดันกำไรปี 2555-2557 ของ JMT ให้เติบโต 36.2% เพิ่มสูงสุดในกลุ่มบริษัทเงินทุน เพราะเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงคุ้มค่าเทียบกับเงินลงทุน ด้วยกลยุทธ์เพิ่มพอร์ตรับซื้อหนี้เข้ามาบริหารไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของ JMT คือ ลูกค้าเจ้าของมูลหนี้ไม่ต่อสัญญา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมและการขยายไปสู่ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์มือสอง ที่อาจส่งผลต่อหนี้เสียบริษัทและกระทบต่อกำไรและส่วนทุน หากการควบคุมความเสี่ยงไม่เหมาะสม







