
ซื้อ LTF แบบไหนดี
ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนลงทุนในหุ้นคงหน้าตาห่อเหี่ยวกันหมด เพราะหุ้นตก ส่วนคนที่ยังมีเงินสดอยู่เยอะ ก็มีความสุข เพราะจะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลง และจะได้ซื้อ LTF เพื่อจะไปลดหย่อนภาษี
ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนลงทุนในหุ้นคงหน้าตาห่อเหี่ยวกันหมด เพราะหุ้นตก ส่วนคนที่ยังมีเงินสดอยู่เยอะ ก็มีความสุข เพราะจะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลง และจะได้ซื้อ LTF เพื่อจะไปลดหย่อนภาษี
คำถามที่ถามกันมากในกลุ่มคนที่สนใจจะซื้อ LTF ก็คือ
ซื้อตอนนี้เลย หรือรอให้ตกอีกหน่อยค่อยซื้อ สำหรับเรื่องนี้ผมมีหลักคิดง่ายๆ ก็คือ คาดว่าหุ้นจะตกไปที่ดัชนีเท่าไร หากมองตามมุมมองของโบรกเกอร์หลายที่ ส่วนใหญ่มองว่า SET index น่าจะตกไปที่แถวๆ 1,260 จุด จากปัจจุบันอยู่ที่แถวๆ 1,280 จุด เท่ากับ หากเรารอแล้ว SET Index ตกไปอยู่ที่ 1,260 จุดจริงๆ เท่ากับเรามีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5% สำหรับการลงทุน 3 ปี (ซื้อปลายปีที่ 1 ขายต้นปีที่ 5 แบบที่หลายคนชอบทำ เท่ากับลงทุน 3 ปี 2 วัน) คิดเป็นผลตอบแทนต่อปีเท่ากับ 0.5% สำหรับผมดูแล้วไม่ค่อยมีความหมายสำหรับการลงทุนระยะยาว และไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.5% ต่อปี กับความเสี่ยงว่า หาก SET Index ไม่ลง หรือลงไม่ถึงจุดนั้น แต่กลับขึ้น ทำให้เราต้องมีต้นทุนการลงทุนที่สูงขึ้นเสียอีก
อีกคำถามคือ มี LTF ขายกันเยอะมาก และมี LTF หลายรูปแบบ ทั้งลงทุนในหุ้น 100% กับลงทุนในหุ้นแค่ 70% แบบมีปันผลกับไม่มีปันผล แบบเป็น Passive Fund เช่น เป็นกองทุนดัชนีกับเป็นแบบ Active Fund คือ ผู้จัดการกองทุนบริหารคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนเพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าตลาดฯ และมีอีกหลายๆ รูปแบบอีกเยอะ
ดังนั้น มาวันนี้เรามาคุยกันเรื่องการซื้อ LTF แบบมีปันผลกับไม่มีปันผลอย่างไหนดีกว่ากันดีกว่า ถ้าถามผม ผมก็คงตอบว่าไม่รู้ ไม่ใช่กวนนะครับ เพราะอะไรก็ตาม เราจะบอกว่าอะไรดีกว่าอะไร ก็ขึ้นอยู่กับกรอบของการพิจารณา (ฝรั่งเรียกกันว่า Frame of Reference) ซึ่งโดยทั่วไป ก็คือ ประโยชน์ที่เราจะได้รับ เหมือนอย่างถามว่า รถเบนซ์กับรถกระบะอย่างไหนดีกว่ากัน หากถามผู้บริหารระดับสูงก็อาจตอบว่าเบนซ์ดีกว่าเพราะเป็นหน้าเป็นตา และหากถามเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ก็อาจตอบว่ารถกระบะดีกว่า เพราะใช้ขนของ ทำธุรกิจได้ เรื่อง LTF แบบมีปันผลกับไม่มีปันผลก็เช่นกัน อย่างไหนดีกว่าก็ขึ้นกับอย่างไหนให้ประโยชน์ตรงตามความต้องการของเรามากที่สุด ซึ่งก็ขอบอกถึงข้อดีและข้อเสียของ LTF แบบมีปันผลกับไม่มีปันผล ให้พิจารณาดังนี้ คือ
แบบมีปันผล ข้อดี คือ เราจะได้ผลตอบแทนกลับคืนมาส่วนหนึ่ง ดังนั้น หากหุ้นตกระหว่างการออม ผลกระทบต่อเงินลงทุนของเราก็จะน้อยกว่าการลงทุนแบบไม่มีปันผล พูดง่ายๆ ไม่ต้องแปล คือ เราจะขาดทุนน้อยกว่า เพราะได้เงินปันผลตอนที่กองทุนกำไรหุ้นมาไว้ในกระเป๋าแล้ว ดังนั้นกองทุนที่จ่ายปันผลจะมีความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนที่ไม่จ่ายปันผล อย่าง (ตาราง 1) จะเห็นนะครับว่าเงินออมในกองทุนที่จ่ายปันผลจะมีมูลค่าน้อยกว่ากองทุนที่ไม่จ่ายปันผล
แต่ในขณะเดียวกัน หากหุ้นขึ้น กองทุนแบบที่มีปันผลก็จะสู้กองทุนที่ไม่จ่ายปันผลไม่ได้ (ตาราง 2)
ข้อเสีย อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือ กองทุนที่จ่ายปันผล เงินปันผลที่ได้รับต้องเสียภาษี 10% ครับ ถ้าเราเลือกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้าไม่เลือก ก็ต้องนำเงินปันผลไปรวมเป็นฐานรายได้เสียภาษี (ซึ่งขอแนะนำให้เลือกหัก ณ ที่จ่ายดีกว่า เพราะอัตราภาษีต่ำสุดที่เราต้องเสียอยู่ที่ 10% เท่ากับภาษีที่กรมสรรพากรคิดสำหรับการหัก ณ ที่จ่ายครับ) ส่วนกำไรจากการซื้อขายกองทุน (Capital Gain) ไม่ต้องเสียภาษีครับ
ดังนั้น จะเลือกกองทุนที่จ่ายหรือไม่จ่ายปันผล ขึ้นอยู่กับว่า
เราให้น้ำหนักความเสี่ยงกับโอกาสได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น และเรื่องภาษีอย่างไร
เราคาดว่าใน 5 ปีปฏิทินข้างหน้า คาดว่าหุ้นจะเพิ่มขึ้นหรือลง ถ้าคาดว่าจะเพิ่ม ก็น่าจะซื้อกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล แต่คาดว่าไม่แน่นอน หรือหุ้นแกว่งตัว ก็น่าจะซื้อกองทุนที่จ่ายปันผล (แต่คาดว่าหุ้นตกแน่ๆ และตกแรงๆ ก็อย่าซื้อเลย ยกเว้นคนที่มีฐานภาษีสูงๆ เพราะภาษีที่ได้คืนอาจจะมากกว่าจำนวนที่ขาดทุนครับ)
สำหรับผู้สนใจต้องการที่ปรึกษาทางการเงินสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333







