posttoday
สารพัดขวากหนามประมูล 3 จี บทพิสูจน์ "ฝีมือ" กสทช.

สารพัดขวากหนามประมูล 3 จี บทพิสูจน์ "ฝีมือ" กสทช.

05 พฤศจิกายน 2555

กลายเป็นเรื่องเสียแล้ว สำหรับการประมูลใบอนุญาตให้บริการ (ไลเซนส์) 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่แม้ว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จะจัดประมูลไปแล้ว เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา

กลายเป็นเรื่องเสียแล้ว สำหรับการประมูลใบอนุญาตให้บริการ (ไลเซนส์) 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่แม้ว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จะจัดประมูลไปแล้ว เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา

และสรุปผลการประมูลออกมาเรียบร้อยแล้ว ว่า เอกชนผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 รายเดิม เป็นผู้ชนะการประมูลแบบไม่ผิดคาด แต่ที่ “ผิดคาด” คือ ราคาประมูลไลเซนส์นั้น แทบไม่ขยับจากราคาตั้งต้น คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เนทเวอร์ค หรือ AWN ได้ประมูลในวงเงิน 1.46 หมื่นล้านบาท บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค ประมูลในวงเงิน 1.35 หมื่นล้านบาท และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ (บริษัทลูกของทรู) ประมูลในราคา 1.35 หมื่นล้านบาท ซึ่งราคาประมูลของดีแทคและทรูนั้น ไม่ปรากฏว่ามีการ “เคาะ” ราคาแต่อย่างใด

และนั่นกลายเป็นที่มาของกระแส “ฮั้ว” ประมูล ไลเซนส์ 3จี ของ กสทช.ครั้งนี้

หากจะว่าไปแล้ว ผู้ที่สมควรรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อน ก็ควรจะเป็นทั้งทรูและดีแทค ที่ “เห็นแก่ได้” เกินไป ที่ไม่เคาะราคาไลเซนส์เพิ่ม ทั้งๆ ที่ราคาเริ่มต้นที่ กสทช.กำหนดไว้ที่ 4,500 ล้านบาทต่อไลเซนส์ 5 เมกกะเฮิรตซ์นั้น ก็ถือว่าต่ำมากแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาคเอกชนก็ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการเคาะราคาประมูลให้เพิ่มขึ้นมากกว่าราคาเริ่มต้น ไม่ใช่อาศัย “ช่องโหว่” ของรูปแบบการประมูลยืนราคาเริ่มต้น เพื่อให้ได้มาซึ่งไลเซนส์

เรื่องนี้ ถามว่าเอกชนทำผิดหรือไม่ บอกได้เลยว่าไม่ผิด เพราะไม่มีระเบียบข้อใดระบุว่าเอกชนต้องเคาะประมูลเพื่อไล่ราคา แต่ถ้าถามว่า สวยงามหรือไม่ ก็บอกได้เลยว่า “ไม่สวยงาม” อย่างยิ่ง

เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้การประมูลครั้งนี้ “มีเชื้อ” พอที่จะถูกจุดติดง่ายๆ ในประเด็นที่ว่ารัฐเสียประโยชน์จากมูลค่าการประมูลที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของ “ราคาประมูล” ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องการเดินหน้า 3จี ก็จะต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องแยกออกจากกันให้ได้ ไม่เช่นนั้น 3จี เมืองไทยก็ไม่มีทางได้เกิดอย่างแน่นอน

แต่ในขณะนี้มีความลือหนาหูว่ากำลังมี “มือที่มองไม่เห็น” พยายามล้มกระดานการประมูล 3จี และให้เมืองไทยก้าวถอยหลังลงคลองเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะหาก 3จี ล่าช้าออกไป จะมีกลุ่มสื่อสารกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ให้บริการ 3 จี แต่เพียงรายเดียว

วงล้อประวัติศาสตร์กำลังเดินย้อนรอยเดิมอย่างน่ากังวล และให้จับตาดู จุดพลิกผันทั้งหมดของ 3จี เมืองไทย ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด คือ บทสรุปของผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ที่รับเรื่องร้องเรียนจากหลายกลุ่มเกี่ยวกับการประมูล 3จี ไปแล้ว

ทั้งนี้ เพราะหากผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา พบว่า การประมูลครั้งนี้ไม่ชอบมาพากล ขั้นตอนต่อไป คือ การส่งเรื่องไปให้ศาลปกครองกลางตัดสิน ว่า สมควรจะล้มประมูล 3จี ครั้งนี้หรือไม่

ในเวลานี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา คือ หัวใจสำคัญของอนาคต 3จี เมืองไทย เนื่องจากหน่วยงานที่มีอำนาจสั่งล้มประมูล 3จี ได้ มีเพียง 2 หน่วยงานเท่านั้น คือ ศาลปกครองกลาง และ ตัว กสทช.!

เมื่อเป็นเช่นนั้น หากเรื่องไปถึงมือศาลปกครองเมื่อใด หมายความว่า อนาคต 3 จี เมืองไทย กำลังอยู่บนเส้นด้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และมีความเป็นไปได้สูงว่า ถ้าคนไทยจะใช้ 3จี ก็ให้ข้ามโขงไปใช้ที่ฝั่งประเทศลาว น่าจะเร็วกว่าที่จะรอให้ 3จี เมืองไทยเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

เวลานี้ ต้องมาดูว่า กสทช.เอง จะมีความสามารถที่จะ “แสดง” ให้ทุกฝ่ายเห็นได้อย่างไร ว่า การประมูล 3จี ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรมแล้ว และรัฐไม่ได้เสียประโยชน์อย่างที่หลายฝ่ายกล่าวหา

แม้ว่าที่ผ่านมา กสทช.จะออกมาลดกระแสด้วยการออกเจตจำนงให้เอกชนลดค่าบริการ 3จี ลงมา 30% จากค่าบริการรายเดือนในปัจจุบันภายใน 3 ปี แต่เจตจำนงดังกล่าว ก็เป็นเพียงแค่การ “ขอความร่วมมือ” จากภาคเอกชนเท่านั้น ไม่ได้เป็นข้อบังคับให้เอกชนปฏิบัติแต่อย่างใด

ที่สำคัญเอกชนทั้ง 3 ราย ก็ออกมาบอกแล้วว่า “ไม่ยืนยัน” ว่าจะลดค่าบริการได้ตามที่ กสทช.ขอความร่วมมือไว้ โดยระบุว่าขอรอดูภาพรวมต้นทุนทั้งหมดเสียก่อนถึงจะบอกได้ว่าจะลดราคาลงมาได้หรือไม่

นั่นหมายความว่า เจตจำนง ของกสทช.เป็นเพียง “ลมปาก” ที่มาลดกระแสการต่อต้านของสังคมเท่านั้น แต่ยังไม่มีผลเชิงปฏิบัติแต่อย่างใด

นอกจากนั้น กสทช.ยังประกาศตั้งคณะทำงานตรวจสอบพฤติกรรมการเสนอราคาของผู้ร่วมการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz โดยมี นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ซึ่งคณะทำงานชุดนี้จะมีกรอบระยะเวลาในการทำงานอยู่ที่ 15 วัน

แม้ว่า กสทช.จะออกมายืนยัน ว่า หากผลการสอบของคณะกรรมการชุดนี้ออกมา ว่า การประมูลไม่โปร่งใส ก็จะนำผลดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม กสทช.เพื่อให้ “ล้มประมูล” ทันที

แต่เชื่อว่า ผลสรุปของคณะกรรมการฯ ไม่น่าจะออกมาในทางลบมากนัก เพราะอย่างที่บอกว่าเอกชนไม่ผิด เพราะแค่ไม่เคาะราคาเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า “ฮั้ว”

งานนี้หาก 3จี เมืองไทย สะดุดขึ้นมาเขียนชื่อ กสทช. แปะไว้ข้างฝาไว้เลยว่า นี่คือ “ต้นเหตุ ที่ทำให้เมืองไทยล้าหลัง”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ