posttoday
เสนอแก้ร่างกฏหมายฟอกเงินหวั่นประชาชนเสียประโยชน์

เสนอแก้ร่างกฏหมายฟอกเงินหวั่นประชาชนเสียประโยชน์

05 พฤศจิกายน 2555

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายด้วยมติเอกฉันท์ 379 เสียง

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายด้วยมติเอกฉันท์ 379 เสียง

หลังจากนี้ไปกฎหมายทั้งสองฉบับจะถูกส่งไปยังที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาสาระและลงมติเห็นชอบ หรือแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับ

แต่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เสนอรัฐบาลรัฐสภา รื้อร่าง พ.ร.บ.ฟอกเงิน 3 ประเด็น หวั่นลิดรอนสิทธิประชาชน

คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการ คปก. ทำหนังสือบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่...) พ.ศ..... เสนออต่อนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา เนื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการตราพระราชบัญญัตินี้เพื่อลดผลกระทบจากการจัดลำดับของ FATF ที่จะมีต่อสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ และมีความเห็นว่า ประเทศไทยควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมี ความเห็นและข้อสังเกตต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่...) พ.ศ..... ใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ

1.กรณีการกำหนด “ความผิดมูลฐาน” เพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมความผิดร้ายแรง 20 ประเภทที่ FATF กำหนด คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไม่เห็นพ้องกับการกำหนดให้ความผิดที่สามารถยอมความได้เป็นความผิดมูลฐาน เช่น ความผิดบางฐานที่เกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามร่างมาตรา 3 (13) หรือที่เกี่ยวกับทรัพย์ตามร่างมาตรา 3 (18) เพราะความผิดมูลฐานที่เข้าข่ายพระราชบัญญัตินี้ควรมีกรอบฐานความผิดที่ชัดเจนและสมควรมุ่งเน้นไปยังอาชญากรรมร้ายแรง มีลักษณะซับซ้อนไม่ควรหมายรวมถึงความผิดอันยอมความได้ตามกฎหมายอาญา

ขณะเดียวกันคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายขอเสนอให้ทบทวนการกำหนดความผิดมูลฐานตามร่างมาตรา 3 (15) เนื่องจากข้อความดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะยกเว้นไม่ใช้บังคับกับกลุ่มบุคคลที่ภาครัฐกำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา อาทิ กลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างชุมชนกับเขตป่าและการแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับหลักการสำคัญของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นอกจากนี้ เสนอให้ทบทวนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ตัดบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสาม ของร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี

โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเห็นว่าความผิดมูลฐานที่เข้าข่ายพระราชบัญญัตินี้ควรมีกรอบฐานความผิดที่ชัดเจน และโดยที่มาตรการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพระราชบัญญัตินี้มีผลในการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนอกเหนือไปจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงสมควรมุ่งให้มีผลบังคับเอากับผู้กระทำความผิดรายใหญ่ หรือผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงมีลักษณะซับซ้อนและเกี่ยวพันกับการทำธุรกรรมหรือเอกสารทางการเงิน จึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการเพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

2.การกำกับดูแลสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายยังไม่เห็นความจำเป็นตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ ที่ให้ตัด “ธุรกรรมที่มีความซับซ้อนผิดไปจากการทำธุรกรรมในลักษณะเดียวกันที่ทำกันอยู่ตามปกติ” และ “ธุรกรรมที่ขาดความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ” ออกจากบทนิยาม “ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย” ตามร่างมาตรา 5 เพราะลักษณะธุรกรรมข้างต้น เป็นข้อบ่งชี้ประการหนึ่งถึงปัจจัยที่เป็นเหตุอันควรสงสัยในการทำธุรกรรม เพื่อนำไปพิจารณาร่วมกับข้อบ่งชี้และพฤติการณ์แวดล้อมประการอื่นได้

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความชัดเจนในการกำหนดความสัมพันธ์ของโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับองค์กรหรือหน่วยงานที่มีบทบาทในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจอยู่เดิม เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น และมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่มีการกำหนดมาตรการเชิงลงโทษต่อผู้ประกอบธุรกิจที่มีหน้าที่รายงานตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรการดังกล่าวควรมีหลักเกณฑ์และกระบวนการในการพิจารณากลั่นกรองที่เปิดเผยและให้ผู้ได้รับผลกระทบมีโอกาสชี้แจง รวมทั้งมีหลักเกณฑ์และกระบวนการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบธุรกิจจนเกินสมควร

3.การดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเห็นว่าควรมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยให้คณะผู้เชี่ยวชาญจัดทำรายงานคู่ขนานเพื่อร่วมทบทวนและประเมินถึงประสิทธิผลและความชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินมาตรการต่างๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้รายงานต่อรัฐสภาควบคู่ไปกับการรายงานสรุปผลการดำเนินงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินโดยรายงานอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน นอกเหนือไปจากระบบการตรวจสอบถ่วงดุลภายในองค์กรที่มีอยู่แล้ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ