posttoday
ถึงเวลาเปิดไพ่ใบสุดท้ายของปี

ถึงเวลาเปิดไพ่ใบสุดท้ายของปี

05 พฤศจิกายน 2555

ในสัปดาห์นี้ ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.60-30.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นกรอบที่สูงกว่าสัปดาห์ก่อนเล็กน้อย ถึงแม้ตัวเลขหลายตัวจากเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐ จะบ่งชี้ถึงสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีปัจจัยที่ถือว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของตลาดการเงินในสัปดาห์นี้เหลืออยู่

ในสัปดาห์นี้ ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.60-30.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นกรอบที่สูงกว่าสัปดาห์ก่อนเล็กน้อย ถึงแม้ตัวเลขหลายตัวจากเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐ จะบ่งชี้ถึงสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีปัจจัยที่ถือว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของตลาดการเงินในสัปดาห์นี้เหลืออยู่

นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสองมหาอำนาจทั้งจากฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐ (วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ วันที่ 6 พ.ย.) และฝั่งตะวันออกอย่างจีน (การถ่ายโอนอำนาจในการประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีน ในวันที่ 8 พ.ย.ให้แก่ประธานาธิบดีคนใหม่ นายสีจิ้นผิง) ในส่วนของสหรัฐ ถือว่ามีความไม่แน่นอนอยู่ เนื่องจากคะแนนนิยมของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจากผลการสำรวจสูสีกันมาก และผลการเลือกตั้งที่จะออกมาถือว่ามีนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ จึงเปรียบเสมือนการเปิดไพ่ใบสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าปัจจัยการเลือกตั้งจะทำให้ตลาดการเงินมีแนวโน้มการลงทุนแบบกลัวๆ กล้าๆ ในสัปดาห์นี้ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบที่อ่อนค่าขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากต้องการมองให้ไกลกว่านั้น คงต้องมองต่อไปถึงปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal cliff) ของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงต้นปีหน้าหากไม่มีแนวทางการแก้ไขและข้อตกลงที่แน่นอนนอกจากนี้ ต้องจับตาปัจจัยอื่นๆ เช่น การประชุมนโยบายการเงินของหลายธนาคารกลาง อาทิ ออสเตรเลีย ในวันที่ 6 พ.ย. อินโดนีเซีย มาเลเซีย อังกฤษ และยูโรโซน ในวันที่ 8 พ.ย. และเกาหลีใต้ ในวันที่ 9 พ.ย. ดัชนี PMI ในส่วนของภาคบริการของจีนและยูโรโซน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจีน เยอรมนี และอังกฤษ ยอดการค้าปลีกของจีนและยูโรโซน และอัตราเงินเฟ้อจีนและเยอรมนี

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปลายเดือนที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจจากหลายสำนัก ในส่วนของไทย แบงก์ชาติประกาศตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน ก.ย. ซึ่งยังคงบ่งชี้ทิศทางการปรับตัวในลักษณะเดียวกันกับเดือนก่อน คือ เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น สะท้อนจากทิศทางการส่งออกและภาคการผลิต แต่อุปสงค์ในประเทศยังคงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการบริโภคเอกชน ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี แต่มีแนวโน้มชะลอลงในระยะต่อไป แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ

ขณะที่เศรษฐกิจจีนเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับเดือน ต.ค. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทั้งในภาคการผลิต ตลาดแรงงาน และตลาดที่อยู่อาศัยอย่างไม่มีข้อสงสัย แต่สิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องคิดต่อไปก็คือ การทำให้อัตราการขยายตัวสูงพอที่จะรองรับการจ้างงานและทำให้อัตราการว่างงานปรับลดลงสู่ระดับที่น่าพอใจ

สำหรับเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดที่ระดับ 30.71 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเคลื่อนไหวในกรอบ 30.62-30.78 โดยผู้เล่นในตลาดยังคงรอดูความเสี่ยงในตลาดโลกเป็นปัจจัยหลัก ขณะที่การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทมากนัก เนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ตลาดคาดไว้

ในระหว่างสัปดาห์ เห็นการเข้าแทรกแซงค่าเงินฮ่องกงดอลลาร์ จากธนาคารกลางหลายครั้ง เนื่องจากมีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศจำนวนมากกดดันให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นมากกว่ากรอบที่ธนาคารกลางตั้งไว้ (ฮ่องกงใช้นโยบายการเงินแบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ โดยกำหนดให้ USD/HKD เคลื่อนไหวได้ในกรอบระหว่าง 7.75-7.85) ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ถึงนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท จนผู้ว่าการแบงก์ชาติ ต้องออกมาให้ความมั่นใจว่าค่าเงินบาทยังมีเสถียรภาพและมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะต้านทานแรงกดดันจากเงินทุนไหลเข้าได้อยู่

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องเงินทุนไหลเข้าถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในระยะนี้ ณ วันศุกร์เงินบาทยังทรงตัวที่ระดับ 30.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (เวลาประมาณ 17.30 น.)

ส่วนค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.2946 โดยในสัปดาห์นี้ ตลาดแสดงความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเรื่องเงินช่วยเหลือก้อนต่อไปของกรีซ โดยบางพรรคการเมืองของกรีซไม่เห็นด้วยกับมาตรการรัดเข็มขัดที่ฝ่ายเจ้าหนี้ร้องขอในบางมาตรการ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ทำให้นักลงทุนต่างกังวลว่ากรีซจะได้รับเงินช่วยเหลือก้อนใหม่หรือไม่ หากเงินสดของรัฐบาลกรีซใกล้จะหมดลงในกลางเดือน พ.ย.

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องให้ต้องปวดหัวจากสเปนอีก โดยสเปนประกาศตัวเลข GDP ในไตรมาส 3 ที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ตัวเลขอัตราการว่างงานเดือน ก.ย. อยู่ในระดับสูงถึง 25.8% ทำให้บรรยากาศการลงทุนในยูโรโซนถูกปกคลุมด้วยความกังวลและกดดันค่าเงินยูโรให้อ่อนค่าต่ำกว่าระดับ 1.3000 ที่เคยทำไว้ช่วงก่อนหน้าอยู่เกือบตลอดสัปดาห์ ณ วันศุกร์ ยูโรต่อเหรียญสหรัฐ ปรับตัวลงไปที่ระดับ 1.2884 (เวลาประมาณ 17.30 น.)

ด้านค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 79.63 และปรับตัวอ่อนค่าลงตลอดสัปดาห์ โดยเงินเยนได้รับแรงกดดันจากนักลงทุนตั้งแต่ช่วงก่อนหน้า เกี่ยวกับการคาดการณ์การประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากธนาคารกลางญี่ปุ่น โดยประกาศขยายโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมอีก 11 ล้านล้านเยน พร้อมย้ำว่าจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดให้ได้และมีเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1% แต่ดูเหมือนว่าตลาดจะไม่ประทับใจและไม่เชื่อมั่นในมาตรการครั้งใหม่นี้เท่าไหร่นัก ทำให้เงินเยนยังเคลื่อนไหวในกรอบที่อ่อนค่าจากช่วงที่ผ่านมา เหรียญสหรัฐต่อเยน ณ วันศุกร์ปรับลงเล็กน้อยไปอยู่ที่ระดับ 80.29 (เวลาประมาณ 17.30 น.)

ขณะที่ตลาดพันธบัตรไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทุกอายุปรับลดลง 0.040.07% จากสัปดาห์ที่ผ่านมา และเห็นสัญญาณการถือครองพันธบัตรประเภทอายุสั้นเพิ่มขึ้น จากนักลงทุนเริ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งต่อไป วันที่ 28 พ.ย. ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอต่อเนื่องประกอบกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระดับต่ำ ถือเป็นโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยโดยไม่สร้างความเสี่ยงให้กับเสถียรภาพของเศรษฐกิจ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภท 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับลดลงสู่ระดับ 2.85% 3.07% และ 3.37% ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ