
AGEพลิกกำไร-รายได้ปี’56ทำสถิติ
“เอเชีย กรีนฯ” เฮ โครงการสร้างท่าเรือฉลุย ต้นทุนลดฮวบ 150 ล้านบาท พลิกมีกำไรทันที ปีหน้ารายได้ 6,000 ล้าน ทำสถิติสูงสุด
“เอเชีย กรีนฯ” เฮ โครงการสร้างท่าเรือฉลุย ต้นทุนลดฮวบ 150 ล้านบาท พลิกมีกำไรทันที ปีหน้ารายได้ 6,000 ล้าน ทำสถิติสูงสุด
นายสมยศ ฐิติสุริยารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างท่าเรือและคลังถ่านหินให้อยู่ในบริเวณเดียวกัน ระยะที่ 1 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งจะลดขั้นตอนนำเข้าถ่านหินให้สั้นลง และช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนขนส่งได้ประมาณ 100 บาทต่อตัน หรือลดต้นทุนได้ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี และจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นขึ้นเป็น 16.5% จากปัจจุบันอยู่ที่ 12.5% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.5-7% จาก 4.5%
บริษัทเริ่มรับรู้ต้นทุนที่ลดลงตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งทำให้ผลประกอบการของบริษัทพลิกกลับมามีกำไรทันทีตั้งแต่ไตรมาส 3 เร็วกว่าปกติที่จะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี กว่าจะเทิร์นอะราวด์ตามวัฏจักรของเศรษฐกิจโลกและสินค้าโภคภัณฑ์
ขณะที่งบไตรมาส 4 ปีนี้ก็น่าจะมีกำไรมากขึ้น แต่รวมทั้งปีแล้วอาจมีผลขาดทุนอยู่เล็กน้อย เพราะครึ่งปีแรกขาดทุนสูงถึง 142 ล้านบาท จากการตั้งสำรองสต๊อกถ่านหิน
สำหรับการก่อสร้างท่าเรือระยะที่ 2 ก่อสร้างไปแล้วประมาณ 60-70% ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า และจะเริ่มรับรู้รายได้จากต้นทุนที่ลดลงตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเบื้องต้นคาดว่าทั้ง 2 โครงการจะช่วยลดต้นทุนให้กับบริษัทรวม 150-180 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีหน้าประมาณ 6,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่เคยทำได้สูงสุดที่ประมาณ 5,200 ล้านบาท ในปี 2554 โดยคาดว่ายอดขายถ่านหินในประเทศจะขยายตัวประมาณ 10% และต่างประเทศจะโตขึ้น 50% เพราะมีลูกค้าใหม่จากอินเดียและญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่ม
ขณะที่ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีหน้าเป็นต้นไป เช่นเดียวกับราคาถ่านหินที่เริ่มทรงตัวและอาจขยับขึ้นได้หากกำลังซื้อในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการได้อีกทาง
สำหรับแผนการซื้อเหมืองคาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้ โดยจะตั้งบริษัทย่อยในอินโดนีเซียให้เสร็จสิ้นใน 2 เดือนนี้ หลังจากนั้นจะเริ่มพิจารณาเหมืองที่มีกำลังสำรองไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตันขึ้นไป เพราะบริษัทตั้งเป้าที่จะมีถ่านหินสำรองทั้งสิ้น 100 ล้านตัน โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนขั้นต่ำ1,500 ล้านบาทต่อเหมือง
ทั้งนี้ การซื้อเหมืองจะทำให้บริษัทมีธุรกิจที่ครบวงจร จากเดิมที่ทำค้าปลีกถ่านหินอย่างเดียว และน่าจะทำให้รายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ในปี 2558







