
มังกร'ไอซีบีซี'ไทยผงาดเจาะตลาดรายย่อย
การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สนามแข่งขันธุรกิจรายย่อยของธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ที่จะเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สนามแข่งขันธุรกิจรายย่อยของธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ที่จะเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ จากการเปิดตัวธุรกิจบัตรเครดิตที่ต่อยอดจากบัตรเดบิตที่ได้เริ่มชิมลางมาตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นเสียงคำรามจากมังกรที่ธนาคารคู่แข่งในตลาดควรเงี่ยหูฟัง
แม้ว่าปัจจุบันธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จะถือเป็นธนาคารขนาดเล็กที่รั้งท้ายในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย จากมูลค่าสินทรัพย์รวม ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2555 ที่ 116,235 ล้านบาท ยอดให้สินเชื่อรวม 81,052 ล้านบาท และเงินรับฝากรวมที่ 79,847 ล้านบาท
แต่ต้องไม่ลืมว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ถือครองหุ้นของไอซีบีซี (ไทย) อยู่ถึง 97.7% คือ ไอซีบีซี กรุ๊ป ธนาคารสัญชาติจีนที่มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จากมูลค่าสินทรัพย์กว่า 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
เท่ากับว่าธนาคารนี้เพียงแห่งเดียวมีขนาดใหญ่กว่ามูลค่าสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบรวมกันถึง 6.2 เท่า!!!
รูปแบบการบริหารของธนาคารไอซีบีซีจะอยู่ในลักษณะ “ลูกต้องเชื่อฟังแม่” ซึ่งนโยบายจะถูกกำหนดลงมาจากแม่ให้ลูกปฏิบัติ ตามลักษณะของธนาคารสัญชาติจีน เห็นได้จากการยื่นเรื่องขอออกจากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยทันที หลังการเข้าซื้อกิจการจากธนาคารสินเอเซียเสร็จสิ้น เพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จมาไว้ที่ศูนย์กลาง
ดังนั้น การดำเนินธุรกิจของธนาคารลูกย่อมสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายจากแม่ ที่ในอีกมุมหนึ่งก็สวมหมวกในการเป็นธนาคารภาครัฐของจีน ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นแขนขาตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้ธุรกิจจีนกระจายการลงทุนออก ไปยังต่างประเทศมาก รวมทั้งการผลักดันการใช้เงินหยวนให้แพร่หลายมากขึ้น
การที่ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) มีรากฐานเป็นโฮลเซลส์ แบงก์กิง เพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักธุรกิจไทย-จีน ที่เดินทางไปมาระหว่างกัน ซึ่งนับวันจะยิ่งมีจำนวนสูงขึ้นได้อย่างครบถ้วน การยกระดับบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกับเครือข่ายในประเทศอื่นจึงถูกนำมาพิจารณา
เย่หู ประธานกรรมการ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) กล่าวว่า กลยุทธ์ของธนาคารจากนี้จะเริ่มให้ความสำคัญกับตลาดลูกค้ารายย่อยในประเทศมากขึ้น ตามนโยบายจากธนาคารแม่ในประเทศจีนที่ต้องการให้ธนาคารสาขาในประเทศต่างๆ มีรูปแบบบริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อรองรับกระแสการออกไปลงทุนของธุรกิจจีนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
“หากพิจารณาจากนโยบายของไทยและจีนที่ต้องการเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกันขึ้นอีก 20% และความต้องการของลูกค้าของไอซีบีซีในจีนที่มีแผนจะเข้ามาลงทุนในไทย ทำให้ธนาคารต้องเข้าสู่ตลาดรายย่อย เพื่อให้มีแพ็กเกจที่ครบครันไว้รองรับความต้องการของลูกค้า” เย่หู กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมการ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) รู้ดีว่าการจะแทรกตัวเองเข้าสู่ตลาดลูกค้ารายย่อยในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหนก็ตาม เห็นได้จากโกลบอลแบงก์หลายแห่งที่พยายามมาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังทำได้ไม่สำเร็จ และหลายรายที่ม้วนเสื่อกลับบ้านไปแล้วก็มี
ทำให้โมเดลการเติบโตธุรกิจรายย่อยของไอซีบีซี (ไทย) ในระยะตั้งไข่ จะยังโฟกัสไปที่กลุ่มลูกค้าเฉพาะ (Niche Market) ที่มีการค้าหรือมีธุรกรรมระหว่างไทย-จีน นักศึกษาไทยที่ไปศึกษาในจีนเป็นหลัก โดยอาศัยจุดแข็งจากการเป็นธนาคารสัญชาติไทย-จีน ที่มีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง เป็นการเติบโตด้วยตนเอง (Organic Growth) ไปก่อน
โดยภายในสิ้นปีนี้ธนาคารมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต 2 รูปแบบ ได้แก่ บัตรเครดิตไอซีบีซี ยูเนียนเพย์ 2 สกุลเงินหยวน-บาท ที่เน้นเจาะฐานลูกค้านักธุรกิจที่เดินทางระหว่างไทย-จีนบ่อย และบัตรเครดิตไอซีบีซี วีซ่า ที่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าชาวไทยทั่วไป
“การเพิ่มขึ้นของปริมาณการค้าจะทำให้มีนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปมาระหว่างไทยจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งจุดแข็งของบัตรเครดิต 2 สกุลเงิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จะเป็นตัวดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการของไอซีบีซี” เย่หู กล่าว
เย่หู กล่าวว่า หลังจากธุรกิจบัตรเครดิตเข้าที่แล้ว ธนาคารมีแผนจะเปิดให้บริการตู้เอทีเอ็มภายในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเข้าสู่ระบบเอทีเอ็มพูล รวมทั้งการสั่งซื้อตู้เอทีเอ็มเข้ามา รวมทั้งอาจมีการพิจารณาเปิดสาขาเพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่ 20 สาขา
“ตอนนี้ธนาคารยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายเป็นตัวเลขว่าต้องการให้ธุรกิจรายย่อยเติบโตเท่าไร มียอดผู้ถือบัตรกี่ใบ เพราะวัตถุประสงค์คือการเข้าสู่ตลาดรายย่อย คือ การมีบริการที่ครบครันไว้ให้บริการแก่ลูกค้า ส่วนในอนาคตจะมีการขยายการเติบโตอย่างไร หรือเข้าซื้อพอร์ตหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้” เย่หู กล่าว
แม้ว่าแผนธุรกิจของไอซีบีซี (ไทย) ในตอนนี้จะยังมุ่งเน้นไปที่ฐานลูกค้าจีน-ไทยเป็นหลัก และยืนยันว่ายังไม่สนใจเติบโตจากภายนอกหรือเข้าซื้อกิจการ แต่ในอนาคตคงไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น
เพราะหากดูจากฐานเงินทุนที่หนุนหลังอยู่ บอกได้คำเดียวว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา และการจะประสบ ความสำเร็จในธุรกิจรายย่อยในไทยอย่างรวดเร็วได้นั้น จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการ เช่นเดียวกับที่กลุ่มจีอี แคปปิตอล ทำสำเร็จกับธนาคารกรุงศรี อยุธยา
แน่นอนว่าในระยะตั้งไข่ความปลอดภัยย่อมสำคัญ เริ่มจากเล็กหากล้มก็เจ็บไม่มาก แต่เชื่อว่าเมื่อใดก็ตามที่เหล่านายแบงก์สายเลือดมังกรที่ถูกส่งเข้ามากำกับธุรกิจในไทยเริ่มคุ้นชินและเข้าใจตลาดรายย่อยในไทยลึกซึ้งเมื่อใด
มังกรที่ซ่อนเล็บไว้...อาจกลายร่างเป็นมังกรผงาดก็เป็นได้







