
'พรายพล'กับข้อเสนอรัฐบาลกลับตัวจำนำข้าว
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โครงการหนึ่งที่ถูกจับตาว่าจะเป็นไฮไลต์ของการอภิปราย
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โครงการหนึ่งที่ถูกจับตาว่าจะเป็นไฮไลต์ของการอภิปราย คือ โครงการรับจำนำข้าว ที่ถูกมองว่าสร้างภาระหนี้สาธารณะแก่รัฐบาลมากมายมหาศาล
ก่อนหน้านี้ นักวิชาการได้รวมกลุ่มอาจารย์จากสถาบันต่างๆ คัดค้านและยื่นหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถูกตีตกไป
หนึ่งในผู้ที่เข้าลงชื่อคัดค้านเป็นคนแรก คือ พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ทูเดย์จึงจับเข่าคุยถึงแนวคิด
อาจารย์จะเป็นคนแรกๆ ที่ร่วมคัดค้านการรับจำนำข้าว
เรื่องนี้เราดูกันมาหลายพักแล้ว ไม่ใช่แค่เพิ่งดู โครงการรับจำนำทำกันมาหลายปี ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ผ่านมาจำนำจริงๆ ตั้งราคาต่ำกว่าตลาด แต่พอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาสัญญาว่าจะให้ราคาสูงกว่าตลาด เป็นที่มาของปัญหา เพราะทำอย่างนี้ชาวนาที่มีข้าวในมือก็มาจำนำแบบไม่ไถ่ถอน เพราะราคาจำนำสูงกว่าราคาตลาด จะไปไถ่ถอนออกมาทำไม ขายตลาดก็ได้ราคาไม่ดีเท่า นี่มันไม่ใช่โครงการจำนำ มันคือโครงการรับซื้อเลย
เพราะฉะนั้นข้าวทั้งหลายก็ตกอยู่ในมือของรัฐเป็นส่วนใหญ่ และรัฐก็ไม่มียุ้งฉางของตัวเอง ต้องอาศัยโรงสีเอกชน การดูแลก็ไม่ทั่วถึง เพราะเอกชนก็ต้องจัดการในแบบของเขา ซึ่งก็มีเกณฑ์ให้ว่าราคาเท่านี้ ความชื้นเท่านั้น
แต่ประเด็นคือ พอคนแห่มาขาย ยุ้งฉางก็เต็มก็ล้น เพราะรัฐบาลเองก็ปล่อยขายไม่ได้ ซึ่งขายในประเทศยังพอได้ แต่ส่งออกนี่สิ เพราะราคาตลาดโลกก็ไม่สูงเท่ากับราคาที่รับซื้อ ขายไปก็ขาดทุน
รัฐบาลบอกว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับราคาข้าวใน 1-2 ปี
เรามองอย่างนักเศรษฐศาสตร์ ดูกลไกตลาดข้าว อำนาจการต่อรองหรืออำนาจผูกขาดในตลาดโลกมีมากน้อยแค่ไหน ในทางแนวคิดทฤษฎีมีตัวแปร 3 ประเด็น คือ สัดส่วนในการผลิตของไทย ซึ่งเราผลิตน้อยมาก ปีละประมาณ 30 กว่าล้านตัน ของโลกเกือบ 2,000 ล้านตัน สัดส่วนเพียง 5% จริงอยู่ที่เราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด มาร์เก็ตแชร์ประมาณ 30% แต่ไม่สามารถสู้กับสัดส่วนการผลิต ที่สำคัญกว่าในเรื่องอำนาจการต่อรอง
ตัวแปรที่สอง คือ ความยืดหยุ่นด้านการบริโภค เมื่อราคาแพง คนก็จะไปซื้อสินค้าชนิดอื่นที่ทดแทนกันได้ ประเทศไทยอาจจะกินแต่ข้าวอย่างเดียว เพราะเราเคยชินกับข้าวและปลูกข้าวได้มาก ถึงแพงยังไงก็กิน แต่ประเทศอื่นอีกหลายประเทศ ถ้าข้าวแพงมากเขาก็ไปกินอย่างอื่น ไปกินมันสำปะหลังบ้าง กินแป้งชนิดอื่นที่มีหลากหลาย ทดแทนได้ง่าย
เพราะฉะนั้น เมื่อทดแทนง่ายอำนาจต่อรองก็น้อยลงไปอีก
ตัวที่สาม คือ การตอบสนองต่อราคาในแง่ของผู้ผลิต ถ้าราคาดีคนก็ผลิตเยอะ อำนาจการต่อรองก็น้อย ซึ่งการดึงซัพพลายที่ทำอยู่ตอนนี้ และเก็บอยู่ในยุ้งฉางไม่ระบายไปสู่ตลาด แล้วสมมติว่าราคาดี คนก็เฮโลผลิตกันเยอะ ซึ่งไม่ได้ใช้เวลามาก ปีเดียวก็เรียบร้อยแล้ว
ตลาดโลกคาดการณ์ไว้แล้วว่า ยังไงเราต้องระบายข้าว ฤดูกาลใหม่มาแล้ว แต่ยุ้งฉางยังเต็มไปหมด เขาก็รู้ว่ายังไงเราก็ต้องปล่อยมาในราคาที่ถูกกดอยู่แล้ว เป็นของตาย และเก็บไว้นานๆ ก็ไม่ได้ คุณภาพก็เสื่อมลง ราคาก็ตกอีก ตอนนี้รัฐบาลจนมุมแล้ว และมีแนวโน้มที่จะระบายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าราคาจำนำ ยกเว้นว่าจะมีปาฏิหาริย์ เช่น ภัยพิบัติ
เราจึงมองเห็นแล้วว่า ไม่ต้องรอ 2-3 ปีหรอก ปีเดียวก็ไม่ได้ผลอะไร และถ้ายิ่งนาน 2-3 ปี ตลาดยิ่งปรับตัวใหญ่ และเราก็ยิ่งขายไม่ได้ราคา เราเป็นผู้ขายรายใหญ่ แต่เราไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ ส่วนแนวคิดที่ว่าเราเป็นนัมเบอร์วันผู้ส่งออกแล้ว เรามีอำนาจผูกขาด ไม่จริงเลย
ไทยไม่เหมือนโอเปกที่เขารวมกัน 13 ประเทศ สัดส่วนการผลิตตั้ง 40% ของโลก และน้ำมันไม่เหมือนข้าว การทดแทนทำได้ยาก และซัพพลายก็ไม่เหมือนข้าว ที่ราคาดีแล้วคนจะหันไปผลิตเยอะ เพราะน้ำมันไม่ได้ผลิตง่ายๆ ต้องลงทุนมาก
แต่ผลโพลประชาชนเห็นด้วยกับโครงการจำนำข้าวถึง 64%
ก็ไม่ผิดอะไร เพราะโครงการรับจำนำที่ผ่านมาเป็นการจำนำจริงๆ ประโยชน์ตกอยู่ที่เกษตรกร ปัญหาของเราที่คัดค้าน คือ ในที่สุดแล้วจะก่อให้เกิดผลเสียหายด้วย คือ ระบบค้าข้าวมันจะเสียหาย ผู้ประกอบการจะเอาข้าวที่ไหนมาซื้อขายกัน เพราะข้าวอยู่ในมือของรัฐเสียส่วนใหญ่ กลไกการตลาดต่างๆ ที่สั่งสมความรู้และการลงทุนมาก็จะค่อยๆ หายไป และต่อไปรัฐบาลจะเป็นพ่อค้าเพียงอย่างเดียวเหรอ คำถามเป็นอย่างนั้น
ดูง่ายๆ ผลกระทบที่เราส่งออกได้น้อยลง ประเทศได้เงินตราต่างประเทศน้อยลง ข้าวที่เก็บไว้ก็เสียหาย เป็นความเสียหายหลายต่อ และยังมีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำได้ทุกระดับ ด้วยเหตุผลว่ามันทำได้ไม่ยาก เพราะว่ามันมีส่วนเกินอยู่ เงินส่วนเกิน คือ ราคาสูงกว่าราคาตลาด เพราะฉะนั้นทุกคนก็แบ่งกันได้
ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่านั้นก็คือ ที่เราเห็นคือชาวนาชาวไร่ที่มีขนาดเล็กไม่มีโอกาสได้ประโยชน์ เพราะผลิตได้ไม่มากพอที่จะมีข้าวเหลือมาจำนำได้ เพราะข้าวแต่ละคนจำนวนน้อย ไม่คุ้มที่จะขนส่งไปที่โรงสีแม้จะราคาดี ตรงนี้ต้องแก้ไข อย่างน้อยเกษตรกรรายเล็กรายน้อยต้องได้ประโยชน์ด้วย เพราะปัจจุบันนี้เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นรายกลาง รายใหญ่ เท่าที่รู้ประมาณ 1 ล้านกว่าราย ทั้งที่ชาวนาที่จดทะเบียนมีตั้ง 4 ล้านราย
โครงการรับจำนำข้าว จริงๆ แล้วควรเจาะลึกไปถึงสิ่งที่ว่า เราช่วยเขา ให้เขาช่วยตัวเอง เช่น ยื่นมือเข้าไปช่วยเรื่องต้นทุน ปัจจัยการผลิต ที่ดิน น้ำ ไม่ใช่แค่ราคา แต่รัฐบาลประชานิยมขี้เกียจทำ เพราะไม่ได้ประชานิยม และคงต้องออกแรงเยอะ
ผมก็หวังแค่นี้ อย่าให้ระบบเสียหาย ไม่ได้หวังอะไรมาก
จำนำข้าวแบบนี้แข่งขันได้หรือถ้าเปิดเออีซี
ไม่ต้องมีเออีซีหรอก จะมีหรือไม่ก็แย่อยู่แล้ว ไทยก็ไม่ได้รักษาคุณภาพข้าว เอาปริมาณอย่างเดียว ในที่สุดก็จะสะท้อนมาถึงความสามารถในการส่งออกของเรา เมื่อก่อนลูกค้าบอกว่าข้าวไทยคุณภาพดี ก็จะเริ่มเสียชื่อ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะบีบก็คือเรื่องการส่งออก เพราะข้าวอยู่ในมือรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ คนในวงการข้าวก็รู้ว่าจะขายราคาแบบนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ต้องรีบส่งออกไปในราคาที่ต่ำ แม้รัฐบาลบอกว่าขายได้และราคาก็ดี แต่ในที่สุดตัวเลขมันจะแดงออกมา และถ้าทนไม่ได้ก็ต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งหวังว่าจะกลับเนื้อกลับตัว
ยกตัวอย่างที่ผมชมรัฐบาล ที่สัญญาตอนเลือกตั้งว่าจะยกเลิกการเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เขาก็ทำนะ ยกเลิกไปอาทิตย์หนึ่ง แล้วก็กลับมาเก็บต่อ เพราะเกิดความวุ่นวาย ใครจะมาใช้แก๊สโซฮอล์ เขาก็หันไปใช้เบนซิน 91 เพราะราคามาอยู่ใกล้กันมาก ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมพืชเกษตร อ้อย มันสำปะหลังของเราในการผลิตเอทานอล
เขาทำไปแล้วและรู้ว่ามันผิด และเขาก็กลับตัวเรียบร้อย เพราะไปสัญญาโดยไม่ได้คิด ไม่ได้ศึกษาว่าการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ มีผลกระทบยังไง ยังดีที่ไหวตัวทันและหันมาเก็บเหมือนเดิม อันนี้ต้องชม
ข้าวก็ทำอย่างนั้นได้นี่ พอทำไปฤดูกาลหนึ่ง เห็นผิดพลาดไปก็ปรับใหม่ ขอโทษประชาชนสักหน่อย คนเราผิดกันได้







