
'มงคล ลีลาธรรม'มือปั้นธนาคารไทยเครดิตฯลาชีวิตนายแบงก์ไปด้วยความภูมิใจ
เรียน คุณมงคล ลีลาธรรม นับแต่ได้ข่าวการเปลี่ยนแปลงของธนาคาร ทั้งเรื่องผู้บริหารและนโยบาย
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
“เรียน คุณมงคล ลีลาธรรม นับแต่ได้ข่าวการเปลี่ยนแปลงของธนาคาร ทั้งเรื่องผู้บริหารและนโยบาย ผมรู้สึกหวั่นอยู่ในใจว่า ในเร็วๆ นี้ คงจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น แต่ผมไม่เคยคิดว่า ‘นายจะลาจากไป’ ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับนาย ตั้งแต่เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ไทยเคหะ
นี่คือส่วนหนึ่งของจดหมายจากพนักงานถึงอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย มงคล ลีลาธรรม ที่วันนี้เขาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารและรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ไปแล้ว
มงคล เปิดใจในการลาจากอาชีพนายแบงก์ของเขา ว่า การลาออกเป็นเพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของธนาคาร ที่ทางธนาคารได้ยื่นเรื่องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขายหุ้นบางส่วนให้กับกองทุนต่างชาติแห่งหนึ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
“หลังจากนั้นก็เริ่มมีการขยับผมขึ้นไปเป็นซีอีโอของธนาคารตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ผมก็ไม่ได้ทำงานประจำวันอีก ดูแต่นโยบาย ได้มีการดึง ลอยด์ กุนารา จากกลุ่มจีอี เข้ามาเสริมทีมบริหาร และก็กำลังปรับระบบงานให้เข้าที่เข้าทาง ผมและกรรมการอิสระก็คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องยุติบทบาทในธนาคารให้กับผู้ถือหุ้นรายใหม่ส่งคนเข้ามาบริหาร จึงได้ตัดสินใจลาออกโดยไม่ได้มีปัญหาใดๆ กับองค์กรทั้งสิ้น เรื่องนี้ ธปท.ก็รู้ตลอด ฝ่ายตรวจสอบที่มาทำงานร่วมกับพนักงานก็เห็นว่าธนาคารไม่มีปัญหาอะไรเลย
แต่ผมคิดว่าหากผมอยู่ต่อไป ผมคงจะกลายเป็นโลโก้ของธนาคารไทยเครดิตฯ เหมือนที่คุณอภิรักษ์ (ไทยพัฒนกุล) เป็นโลโก้ของบริษัท ไทยประกันชีวิต” เขากล่าว
มงคล เล่าว่า ได้เข้าทำงานที่ธนาคารไทยเครดิตฯ ตั้งแต่เริ่มต้น ขอใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารจากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ไทยเคหะ จนได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจธนาคารเพื่อรายย่อย จัดหาพนักงานทั้งหมด ตั้งสาขา รวมทั้งคิดค้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่แตกต่าง เพื่อให้โอกาสประชาชนรายย่อยได้เข้าถึงสินเชื่อบริการทางการเงิน โดยให้จำนำทองกับธนาคารได้ เป็นรายแรกของไทยที่ใช้ทองคำเป็นหลักประกัน
“ผมคิดว่าการทำงานที่แบงก์เป็นการแก้ไขปัญหาในปลายเหตุ ที่จะให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ นี่จึงเป็นแนวคิดที่จะดำเนินงานธนาคารเพื่อให้คนตั้งตัวได้ คนระดับล่างไม่ได้เลวร้าย ฉะนั้นจึงได้คิดที่จะทำธนาคารเพื่อรายย่อยอย่างแท้จริง ซึ่งการพิจารณาให้สินเชื่อนั้น จะใช้หลักของคาถามหาเศรษฐีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คนนั้นจะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีกัลยาณมิตร ขยันหมั่นเพียรทำมาหากิน รู้จักการเก็บออม และรู้จักจะทำให้เงินงอกเงย ไม่ใช้จ่ายเกินตัว” เขากล่าว
ตัวอย่างที่เขาเห็นและยึดเป็นแบบอย่างก็คือคุณยายของเขาเอง มงคล เล่าว่า คุณยายของเขาท่านเรียนหนังสือไม่สูง แต่ทางด้านอาชีพท่านมีความเชี่ยวชาญในการเย็บผ้า ท่านเย็บผ้าจนสามารถซื้อเข็มขัดทองคาดเอวได้เป็นคนแรกของ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และเมื่อต้องการเงินส่งลูกหลานเรียนหนังสือ ท่านจะนำเอาเข็มขัดไปจำนำ เมื่อมีเงินก็ไปไถ่ถอนออกมา ซึ่งเข็มขัดเส้นนี้ปัจจุบันเขาก็ยังเก็บไว้เป็นที่ระลึก
“ทองคำเป็นหลักประกันที่เจ้าของมีความผูกพันมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น ฉะนั้นเมื่อลูกค้านำทองคำมาจำนำก็มาไถ่ถอนคืน ไม่มีหนี้เสีย”
มงคล กล่าวว่า เราเข้าใจชีวิตของคนระดับล่าง ฉะนั้นจึงได้วางกลยุทธ์ของธนาคารให้เจาะเฉพาะกลุ่ม ซึ่งก็ทำได้อย่างดี ธนาคารอยู่ได้ มีกำไร มีผลประกอบการที่ดี
“8 ปีที่ผ่านมากับการทำงานที่ธนาคารไทยเครดิตฯ ผมได้ทำให้หลายคนได้หมดหนี้ กลับสู่สังคมปกติได้อย่างภูมิใจ” มงคล กล่าว
ช่วงที่ยังดูแลธนาคารไทยเครดิตฯ นั้น มงคล เล่าว่า การปล่อยกู้ให้ลูกค้ารายย่อยค่อนข้างยาก เพราะข้อมูลมีน้อยมาก และไม่มีการจัดเก็บเป็นระบบ ฉะนั้นเขาจะดูโหงวเฮ้ง คือ ดูความตั้งใจ ดูความมีวินัยในการชำระหนี้ ทัศนคติว่ามีการดำเนินชีวิตโดยใช้คาถามหาเศรษฐี และหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นหลัก
นอกจากนี้ จะดูความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าและหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นเรื่องสุดท้าย หากมีความพยายามและตั้งใจก็จะสามารถชำระหนี้ได้จนครบ และไม่เป็นหนี้เสีย
อย่างไรก็ดี ตัวเลขหนี้เสียของธนาคารที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากธนาคารกำลังมีการปรับเปลี่ยนฝ่ายบริหารและวางแผนธุรกิจใหม่ ทำให้สินเชื่อไม่ได้ขยายตัวมากนัก หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จึงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปกติของธนาคารที่สินเชื่อไม่เพิ่ม
“ผมยืนยันได้ว่าหนี้เสียของธนาคารต่ำมาก หากเทียบกับสัดส่วนสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ออกมายืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ผมลาออกก็เพราะอยากทำงานใหม่ที่เป็นงานเพื่อสังคม
ผมได้ปรึกษากับครอบครัวแล้ว ก็เห็นพ้องกันว่าธนาคารมีหลายแห่ง แต่องค์กรที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงมีน้อย จึงเห็นโอกาสที่จะใช้ความชำนาญมาจัดองค์กร มาช่วยบริหารองค์กรไทยพีบีเอส ต่อยอดจากสิ่งที่ทีมบริหารเดิมทำไว้ให้ ให้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นองค์กรที่ซื่อตรง โปร่งใส”
งานที่รับผิดชอบคือ จัดซื้อ โครงการลงทุนใหม่ๆ เป็นต้น
แม้จะลาออกจากการเป็นซีอีโอธนาคารแล้ว แต่ก็อยากเห็นธนาคารเติบโตต่อไป และเน้นลูกค้ารายย่อยต่อ โดยต้องหาลูกค้าเฉพาะกลุ่ม มีเป้าหมายและเข้าถึง และยังรู้สึกดีอยู่เสมอเมื่อมองกลับไป วานิช ไชยวรรณ ให้โอกาสเขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้คิดอย่างอิสระ ตามสไตล์ของไทยประกันชีวิต “ดูแลชีวิตคนไทย” ก็ชัดเจนแล้ว







