posttoday
"อุสรา วิไลพิชญ์" เชื่อมั่น นโยบายการคลังค้ำยันเศรษฐกิจ

"อุสรา วิไลพิชญ์" เชื่อมั่น นโยบายการคลังค้ำยันเศรษฐกิจ

29 ตุลาคม 2555

ถึงขณะนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยต้องบอกว่าค่อนข้างอัตคัด เนื่องจากการส่งออกที่เคยเป็นหัวใจหลักของประเทศมีอัตราการเติบโต

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

ถึงขณะนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยต้องบอกว่าค่อนข้างอัตคัด เนื่องจากการส่งออกที่เคยเป็นหัวใจหลักของประเทศมีอัตราการเติบโตที่ต้องบอกว่าแย่สุดนับตั้งแต่หลังปี 2540 เป็นต้นมา แม้ว่ากำลังซื้อภายในจะดีขึ้นจากการลงทุนของคนที่ซ่อมแซมบ้านเรือนหลังจากน้ำท่วมใหญ่และนโยบายรถคันแรกที่ก่อให้เกิดกำลังซื้อมหาศาล

แต่ปีหน้าที่กำลังจะมาถึง ทิศทางไทยจะไปในทางไหน ในเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า น่าจะเลวร้ายกว่าปีนี้ กลายเป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้

“ปีหน้านโยบายการคลังต้องพุ่งเป้าไปที่การลงทุน คลังมีแนวนโยบายอยู่ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดการลงทุนสาธารณูปโภคอย่างมีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในระยะยาว” อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดประเด็นหลักในการพูดคุยทิศทางเศรษฐกิจปี 2556

อุสรา ประเมินว่า การเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีหน้าน่าจะขยายตัวได้เพียง 4%

อุสรา มองว่า ปัญหาในปีหน้าจะถาโถมหนักยิ่งกว่าปีนี้ โดยเฉพาะปัจจัยต่างประเทศ ขณะที่ปีนี้คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 4.4% ดีกว่าปีหน้าเล็กน้อย ฉะนั้นเสาค้ำยันเศรษฐกิจปีหน้าจึงอยู่ที่นโยบายการคลัง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคเอกชน

“ปีนี้นโยบายการคลังพุ่งเป้าไปที่การบริโภค ซึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีมากในระยะสั้น แต่ประเทศก็เหมือนกับคน การใช้จ่าย การบริโภค กระตุ้นเศรษฐกิจได้ระยะหนึ่ง แต่ไม่ยั่งยืน” อุสรา กล่าว

นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ยกตัวอย่าง การซื้อรถยนต์คงไม่สามารถซื้อได้อีกหลายคัน เช่นเดียวกับการซื้อบ้าน คนหนึ่งคนก็คงมีเพียงบ้านหนึ่งหลัง แต่ถ้าคนต้องการความยั่งยืน ความก้าวหน้าในอาชีพระยะยาว ก็ต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพตัวเองด้วยการลงทุนเรียนภาษา เปรียบกับรัฐบาล หากต้องการให้เศรษฐกิจในประเทศยั่งยืนระยะยาว ก็ต้องลงทุนโครงการสาธารณูปโภคและต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง

“เหตุผลเดียว เราต้องทำให้ประเทศมีความสามารถระยะยาว และมีขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งสำคัญเป็นการเอื้อให้เอกชนได้ลงทุน” อุสรา กล่าว

อุสรา ย้ำว่า การกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ชั่วคราว แต่จะใช้เครื่องมือนี้เพียงอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคของรัฐบาลทำให้เกิดแรงกระเพื่อมกลับต่อเศรษฐกิจอีกหลายรอบ ก่อเกิดทั้งการจ้างงานและเทคโนโลยี

"อุสรา วิไลพิชญ์" เชื่อมั่น นโยบายการคลังค้ำยันเศรษฐกิจ

 

สำหรับนโยบายทางการเงิน ซึ่งเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการดูแลเศรษฐกิจนั้น การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และ ธปท.ที่ผ่านมาอาจหยุดไว้ที่ 2.75% โดยการประชุมครั้งสุดท้ายของปีในเดือน พ.ย. เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่มีการปรับลดลงอีก

อุสรา ให้เหตุผลที่คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า เพื่อเป็นการหยุดดูสถานการณ์หลังจากเพิ่งลดดอกเบี้ยลงมา การปรับลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาก็เป็นการปรับลดเพื่อดูทิศทางล่วงหน้า และให้นโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะสมดุล

“นโยบายการเงินเปรียบเหมือนเรือแล่นอยู่บนมหาสมุทรมีคลื่นกระทบเป็นระยะ นโยบายการเงินจึงต้องมีการรักษาสมดุลตลอด หยุดนิ่งไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยเสี่ยง อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ในอนาคต จึงเป็นการปรับเข้าสู่ภาวะสมดุล เนื่องจากผลของนโยบายการเงินจะมีผลต่อเศรษฐกิจเร็วกว่านโยบายการคลัง แม้นโยบายการคลังจะเป็นนโยบายหลักแต่ไม่คล่องตัว ได้ผลช้า ต้องใช้เวลา ดังนั้นพอมีอะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงกับเศรษฐกิจในระยะสั้น นโยบายการเงินจึงเป็นทางเลือก ช่วยลดแรงกระแทกจากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ” อุสรา กล่าว

 

เมื่อนโยบายการเงินถูกงัดออกมาใช้ไปแล้ว ระยะถัดไปจึงเป็นหน้าที่ของนโยบายการคลัง เหตุเพราะปีหน้ามี 3 เรื่องหลักที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความเสี่ยง

ความเสี่ยงแรก สถานการณ์ต่างประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ยังไม่ได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ปัญหาในอียูยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ไข ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกของไทยเติบโตเป็นเลขหลักเดียว โดยประเมินว่าการส่งออกปีหน้าจะเติบโต 57% ขณะที่ปีนี้เติบโต 5% เชื่อมโยงถึงภาคเอกชนทำให้การลงทุนชะลอตัวลง

ความเสี่ยงที่สอง ผลพวงจากการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายสุดโต่งของสหรัฐ อียู และญี่ปุ่น ได้สร้างแรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์ในภาคเอกชนรวมทั้งไทย โดยเฉพาะในฝั่งตลาดหุ้น เนื่องจากมีเงินไหลเข้ามาจำนวนมาก สร้างแรงกดดันเกิดภาวะฟองสบู่ การบริหารจัดการการเงินจากนี้จะมีความซับซ้อนมากขึ้น

และความเสี่ยงสุดท้าย เสถียรภาพการเมืองในประเทศ หากสถานการณ์การเมืองไม่นิ่ง การจะขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนอาจไม่ต่อเนื่อง ซึ่งหากการลงทุนของรัฐบาลในปีหน้าไม่สามารถทำได้จริง จะเป็นจุดกดดันให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 4%

ดังนั้น เมื่อนำมาสู่ทางออกของผู้ประกอบการในปีหน้า อุสรา แนะว่า ประการแรก ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน การใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ จะช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง เช่น การซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงิน เนื่องจากเงินที่ไหลเข้ามามากจากมาตรการทางการเงินผ่อนคลาย (คิวอี 3) สหรัฐอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ทำให้ปีหน้าเงินบาทไทยจะไหลขึ้นและลงผันผวนถึง 3 รอบ คือ แข็งค่า อ่อนค่า สลับกัน โดยในระยะสั้น 1 เดือนจากนี้ยังมีโอกาสที่เงินบาทจะทดสอบที่ระดับ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ

ประการที่สอง ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนทางการเงิน แม้ขณะนี้สภาพคล่องจะเพียงพอ ไม่น่าห่วงเรื่องเงินกู้ยืม ดอกเบี้ยเอื้ออยู่ระดับต่ำ แต่อีกฟากดอกเบี้ยที่แท้จริงก็ติดลบไปแล้วเช่นกัน ขณะที่ยอดขายก็อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งย้ำได้เลยว่า เศรษฐกิจในยุโรปจะไม่กลับมาดั้งเดิมในระยะเวลาอีกหลายปี และจะเห็นการเปลี่ยนทิศทางการลงทุนจากฝั่งตะวันตกมาสู่ฝั่งตะวันออกมากขึ้น จะเกี่ยวโยงในเรื่องการบริหารลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นข้อกังวลของนักเศรษฐกิจผู้นี้คือ เงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก ซึ่งเกิดการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบของประเทศต่างๆ ทำให้ตอนนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นสูงสุดทำลายสถิติใหม่หลังปี 2540 เป็นต้นมา คำถามจากนี้คือ เงินเหล่านี้จะยั่งยืนแค่ไหน เมื่อดัชนีหุ้นไทยไม่ได้สอดรับกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเอกชนก็เติบโตไม่ทันดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นพรวด จนเริ่มเห็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นไทย เช่นเดียวกับสัญญาณภาวะฟองสบู่ที่กำลังก่อตัวในตลาดหุ้นทั่วโลก

“ผลที่เกิดขึ้นทุกอย่างมีสองด้านเสมอ เราห่วงว่าถ้าหุ้นเกิดภาวะตื่นตระหนกเกิดการปรับตัวอย่างแรงจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีความอ่อนไหวต่อข่าวปัจจัยเสี่ยงต่างๆ กรณีซับไพรม์เห็นชัดสุดว่าแม้ไทยไม่ได้เกิดปัญหาซับไพรม์ แต่ตลาดหุ้นกลับต่ำลงรับข่าว ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่อ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ และหากสถานการณ์ในอียูไม่จบปีหน้า จะส่งผลต่อจิตวิทยา นี่จึงเป็นความห่วงที่เกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่จะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้น ตอนนี้ถึงปีหน้าการปรับฐานหุ้นเกิดได้ตลอด” อุสรา กล่าว

ความคาดหวังเศรษฐกิจไทยปีหน้าจึงฝากไว้ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์และทีมเศรษฐกิจกับการใช้เครื่องมือทางการคลังให้มีประสิทธิภาพ ก่อนเศรษฐกิจโลกจะลากฉุดกันจนดิ่งเหว

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน