posttoday
ตลาดเงินยังหาทิศทางที่แน่ชัดไม่เจอ

ตลาดเงินยังหาทิศทางที่แน่ชัดไม่เจอ

29 ตุลาคม 2555

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.55-30.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวในสัปดาห์ก่อน ซึ่งสะท้อนว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนน้อยลงในระยะสั้น

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.55-30.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวในสัปดาห์ก่อน ซึ่งสะท้อนว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนน้อยลงในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังมีความเสี่ยง สังเกตได้จากการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลกที่ค่อนข้างซบเซา และความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังที่อยู่ในระดับต่ำ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจจีนกระเตื้องขึ้นในส่วนของภาคการผลิต สะท้อนว่าอาจจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นและน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั่วโลก หากเศรษฐกิจจีนปรับตัวดีขึ้นในช่วงต่อไป ขณะที่แถลงการณ์ประชุม FOMC เป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ โดยเฟดย้ำว่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำไปจนถึงกลางปี 2558 และจะกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่แถลงไว้ในการประชุมครั้งก่อน

ในสัปดาห์นี้ มีปัจจัยที่น่าจับตามอง ได้แก่ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน ก.ย. และอัตราเงินเฟ้อเดือน ต.ค.ของไทย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของเศรษฐกิจหลัก ทั้งจีน ยูโรโซน (ตัวเลข Final) และสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร รายจ่าย และรายได้ส่วนบุคคลของสหรัฐ ส่วนฝั่งยุโรปจะมีดัชนีความเชื่อมั่นในภาคต่างๆ สำหรับยูโรโซน (ผู้บริโภค ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ) และอัตราการว่างงานของยูโรโซนด้วย

ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.67 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเคลื่อนไหวในกรอบ 30.60-30.87 บาทต่อเหรียญสหรัฐระหว่างสัปดาห์ โดยมีการขายทำกำไรในตลาดหุ้นไทย จากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศค่อนข้างมาก ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงต่ำกว่า 1,300 จุดเป็นครั้งที่สองในเดือนนี้

โดยมีสาเหตุมาจากการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลก หลังการประกาศผลประกอบการของบริษัทชั้นนำสหรัฐในไตรมาส 3 ที่ออกมาแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด และมุมมองที่ว่าหุ้นไทยมีราคาที่ปรับสูงขึ้นเกินระดับที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐาน

นอกจากนี้ ข้อมูลการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยในเดือน ก.ย. ยังออกมาไม่สู้ดีนัก อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบเหล่านี้แถบจะไม่ได้สร้างความหวือหวาให้แก่การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์ก่อน สะท้อนว่าแต

แต่ค่าเงินบาทยังแกว่งตัวตามแนวโน้มการลงทุนในตลาดการเงินโลกเป็นหลัก ไม่ใช่ตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มอ่อนแอลง จึงทำให้เรายังคาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ในกรอบแคบๆ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ช่วงปลายเดือนอาจจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากภาระการชำระเงินเหรียญสหรัฐจากฝั่งผู้นำเข้า

การผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยในเดือน ก.ย.หดตัวมากถึง 13.7% หลังเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวติดต่อกัน 4 เดือน ส่วนการส่งออกไทยตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์หดตัว 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (เมื่อหักส่วนที่เป็นทองคำยังไม่ขึ้นรูป) สะท้อนถึงผลกระทบจากการชะลอตัวของอุปสงค์โลก นอกจากนี้แบงก์ชาติได้เผยการประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่ในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงวันศุกร์ โดยแบงก์ชาติมองว่า GDP จะเติบโตเพียง 4.6% ในปี 2556 ปรับลดลงมาจาก 5.0% ที่มองไว้ ณ เดือน ก.ค. โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจยูโรโซนและสหรัฐมีการฟื้นตัวที่ล่าช้า และการส่งออกของไทยและเอเชียได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่คาดไว้ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการผลิต ความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของภาคเอกชนมากขึ้นในช่วงต่อไป มุมมองนี้ค่อนข้างสอดคล้องกับมติของการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 2.75% ในวันที่ 17 ต.ค. ในส่วนของแนวโน้มเงินเฟ้อแบงก์ชาติคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.8% ในปี 2556 ซึ่งน้อยกว่าประมาณการคราวก่อนที่ 3.4% ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการประเมินว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะตรึงราคาพลังงานต่อไปในปี 2556 โดยรวมการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังถือว่าสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/บาท ทรงตัวที่ระดับ 30.73 (เวลาประมาณ 17.00 น.)

ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3012 และปรับตัวขึ้นลงใกล้ระดับ 1.30 ตลอดสัปดาห์ แต่โดยรวมมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเทียบเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ค่อยดี ในช่วงต้นสัปดาห์ บริษัทจัดอันดับเครดิต Moody’s Investor Service ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของ 5 แคว้นในสเปนลง เนื่องจากฐานะสภาพคล่องของรัฐบาลท้องถิ่นอ่อนแอมากขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลสเปนโดยรวม นอกจากนี้ ตัวเลขเบื้องต้นของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวม (ภาคการผลิตและภาคบริการรวมกัน) สำหรับยูโรโซนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ในขณะที่ผลการสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีจากสถาบัน Ifo ออกมาหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 สะท้อนว่าเศรษฐกิจยูโรโซนยังคงต้องใช้เวลายาวนานก่อนที่จะพลิกฟื้น นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนใดๆเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเป็นทางการจากสเปน แม้ว่าจะเป็นปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนให้แก่ตลาดในช่วง 2 เดือน ที่ผ่านมา ณ วันศุกร์ ยูโร/ดอลลาร์ ปรับตัวลงไปที่ระดับ 1.2938 (เวลาประมาณ 17.00 น)ค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 79.30 เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างรวดเร็วตลอดสัปดาห์ และลงไปแตะระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบ 4 เดือนที่ 80.36 เยนต่อเหรียญสหรัฐ นำโดยการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 30 ตุลาคม ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของภูมิภาคจำนวน 8 ใน 9 ภูมิภาคของญี่ปุ่นวันจันทร์ที่ผ่านมา (เทียบประมาณการกับเดือนก่อนหน้า) โดยมี

ตลาดพันธบัตรไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทุกอายุปรับลดลงต่อ 0.01-0.03% หลังจากที่ผลประมูลพันธบัตรอายุ 3 ปีของรัฐบาลออกมาดี โดยมีความต้องการจากนักลงทุนมากกว่า 3 เท่าของวงเงินประมูลที่ 1.15 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกรอบ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียง 2.75% ทั้งนี้พันธบัตรอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปีปรับลดลงสู่ระดับ 2.92% 3.13% และ 3.41% ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท