posttoday
การเตรียมตัวสำหรับพลวัตแห่ง ‘AEC’

การเตรียมตัวสำหรับพลวัตแห่ง ‘AEC’

29 ตุลาคม 2555

ประเทศที่เริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจ จะเริ่มต้นจากการพัฒนาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมทดแทน การนำเข้า (ImportSubstitute Industries) จำพวกที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) เพื่อเป้าหมายการเพิ่มโอกาสในการส่งออกและขยายภายในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยสงวนเงินตราต่างประเทศเท่านั้น หากแต่ยังได้เงินตราจากต่างประเทศเข้ามาด้วย

ประเทศที่เริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจ จะเริ่มต้นจากการพัฒนาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมทดแทน การนำเข้า (ImportSubstitute Industries) จำพวกที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) เพื่อเป้าหมายการเพิ่มโอกาสในการส่งออกและขยายภายในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยสงวนเงินตราต่างประเทศเท่านั้น หากแต่ยังได้เงินตราจากต่างประเทศเข้ามาด้วย

เมื่ออุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ที่ส่วนใหญ่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) ขยายตัวในหมู่ประเทศ “เกิดใหม่” (Emerging Economies) ดังกล่าว ย่อมบ่มเพาะจำนวน “คู่แข่ง” ของผู้ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศอื่นๆ ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก

ดังนั้น ประเทศที่มุ่งผลิตสินค้าในกลุ่มเดียวกัน โดยไม่สามารถ “ขึ้นชั้น” ทางการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยยังคงติดตรึงกับการเป็นประเทศแบบ “รับจ้างผลิต” (Original Equipment Manufacturing OEM) คือ ขาดทั้งเทคโนโลยีและแบรนด์หรือตราสินค้าที่เป็นของตัวเอง ก็จะยิ่งมีความยากลำบากมากขึ้น

ประเทศที่เพิ่งเริ่มต้นพัฒนายังมีความได้เปรียบด้านอื่นๆ เช่น

การมีต้นทุนการผลิต (Cost of Production) ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงาน วัตถุดิบ ที่ดิน ฯลฯ ที่ต่ำกว่าประเทศที่เปิดประเทศมานานกว่า ทำให้ผลิตภัณฑ์สินค้าที่ผลิตออกมาได้ มีต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยในการผลิตที่ต่ำกว่ามาก

นอกจากนี้ แรงงานจำนวนมากที่เพิ่งมีโอกาสในการจ้างงานและได้รับค่าจ้างเป็นผลตอบแทน ก็อาจมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากกว่า เพราะมีแรงจูงใจในด้านที่มีรายได้มาจับจ่ายใช้สอยเพื่อเพิ่มความกินดีอยู่ดีของตัวเองและครอบครัว

การมีตลาดภายในประเทศ (Domestic Market) ที่ใหญ่โตกว่า เพราะผู้คนส่วนใหญ่ยังขาดแคลนสินค้าจำพวกอุปโภคบริโภคทั้งหลาย เพราะติดอยู่กับระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence Economy) หรือผลิตเพื่อ “กินเอง ใช้เอง” มานานปี

ดังนั้น ผลิตภัณฑ์สินค้าที่ผลิตได้จึงมีทั้งตลาดภายในประเทศมารองรับ และยังสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์บางส่วนได้ด้วย เข้าข่ายประเทศที่มีตลาดแบบสองขา (TwoTier Market) ที่ทำให้ “ตลาด” มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

การบริหารมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จากการผลิตภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น การนำวัตถุดิบที่หาได้ภายในประเทศ เช่น วัตถุดิบทางการเกษตร ฯลฯ ยังเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าทางการผลิตภายในประเทศ แทนที่การส่งออกผลผลิตจำพวกวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ เป็นต้น (Primary Products) เป็นหลักเหมือนช่วงที่ผ่านมา

พลวัต (Dynamics) ทั้งจากปัจจัยทางด้านอุปทาน (Supply Factor) และทางด้านอุปสงค์ (Demand Factor) ดังกล่าว ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น การขับเคลื่อนตัวเลข GDP ของประเทศ “เกิดใหม่” เหล่านั้นให้มีโอกาสขยายตัวได้มาก และได้อย่างต่อเนื่องได้อีกนานปี ถ้าหากประเทศ “เกิดใหม่” เหล่านั้น ได้ดำเนินมาตรการและนโยบายทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่าง “ถูกทาง”

ดังนั้น “พื้นที่” ทางทุนนิยมจะขยายตัวเติบใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ตามการ “สมทบ” เข้ามาของประเทศ “เกิดใหม่” ประเทศแล้วประเทศเล่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศที่ “เกิดก่อน” ทางการพัฒนาจึงต้องปรับตัว และ “ขึ้นชั้น” ทางเศรษฐกิจและมีพัฒนาที่ก้าวล้ำนำหน้าและหนีห่างจากประเทศ “เกิดใหม่” ที่กำลังวิ่งตามมาอย่างกระฉับกระเฉง

เพราะถ้าขืนประเทศที่ “เกิดก่อน” ยังคง “ซ้ำชั้น” หรือแม้แต่ “ตกชั้น” ทางการพัฒนา ตัวอย่างเช่น การเคยชินกับการที่เคยมีต้นทุนการผลิต เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าที่ดิน และค่าวัตถุดิบต่ำ และการมีตลาดรองรับ ที่ทำให้ขายสินค้าได้ง่ายๆ ในที่สุดก็จะประสบกับความยากลำบากในการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง เพราะไม่สามารถแข่งขันกับบรรดาประเทศ “เกิดใหม่” ทั้งหลายได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศที่ “เกิดก่อน” จึงต้องหาหนทาง หรือ “มุข” ทางการพัฒนาใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมที่ประเทศ “เกิดใหม่” ทั้งหลายยังไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้

ท่ามกลางการมุ่งสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ของกลุ่มอาเซียน บรรดาประเทศที่ “เกิดก่อน” ทางการพัฒนาที่เป็นกลุ่มแก่นแกนของอาเซียน (Core ASEAN Members) ทั้งหลาย ซึ่งก็รวมทั้งไทยอยู่ด้วย ในฐานะที่เป็นสมาชิกผู้เริ่มก่อตั้งอาเซียน (ASEAN Founder) ก็ต้องไปคิดถึงกลยุทธ์ หรือ “มุข” ใหม่ๆ ทางการพัฒนา ต้องครุ่นคิดเรื่องปัจจุบันและวางแผนเพื่อก้าวสู่อนาคต แทนที่การติดตรึงอยู่กับอดีต และใช้ “อดีต” เป็นตัวตั้งสำคัญในการวางแผนพัฒนาประเทศของตน

ตัวอย่างของการละเมอเพ้อพกอยู่กับอดีตก็เช่น การที่ไทยยังคงสามารถทำมาหากินกับการเป็นผู้ที่รับจ้างผลิต หรือเป็น “OEM” (Original Equipment Manufacturer) โดยไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยี หรือ “R&D” รวมตลอดถึงการมีแบรนด์หรือยี่ห้อสินค้าเป็นของตนเอง โดยคิดว่าตัวเองยังสามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนการผลิต (Costs of Production) ที่ต่ำ เช่น การมีแรงงานราคาถูกภายในประเทศมากมาย หรือแม้ว่าแรงงานราคาถูกภายในประเทศร่อยหรอลง ก็สามารถกว้านหาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จากบรรดาสมาชิกอาเซียนใหม่ (New ASEAN Members) มาใช้ได้ง่ายๆ

ภายใต้พลวัตแห่ง “AEC” สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาในอันดับแรกๆ ก็คือการปรับเปลี่ยนวิธีคิด หรือ “Mind Set” ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอันหนุนเนื่องและเชี่ยวกรากดังกล่าว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ