
ราขาวตัวเร่งปุ๋ยทางปาล์ม ไอเดียเด็กไทย
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ประเทศไทยมีเนื้อที่สำหรับทำการเกษตรเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่ใช้ยาฆ่าแมลงเป็นอันดับ 5 ของโลก ใช้ยาฆ่าหญ้าและฮอร์โมนอันดับ 4 ของโลก ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินจากการนำเข้าสารเคมีปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรไทยเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่รวยเหมือนชาวนาประเทศอื่นๆ เพราะมีต้นทุนทางการเกษตรสูงกว่ามูลค่าผลผลิตที่ได้รับ ทำให้เกิดปัญหาเกษตรกรละทิ้งถิ่นฐาน ขายไร่ ขายนา เพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้าสู่เมือง
ขณะเดียวกัน การที่เกษตรกรส่วนใหญ่หันมาพึ่งปุ๋ยอาจมีสารพิษตกค้าง ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินเสื่อมคุณภาพลง รัฐบาลจึงมีนโยบายที่พยายามจะแก้ไขปัญหาด้วยการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตมาเป็นระบบเกษตรปลอดภัย ด้วยการลดอัตราการใช้สารเคมีและส่งเสริมเกษตรกรรมในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมของผู้บริโภคนิยม
เมื่อเห็นถึงปัญหาดังกล่าว ณัฐกริช ลิ้มจันทร์ทอง และ รัชกร จันทร์ไข่ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงตัดสินใจเลือกทำโครงการปุ๋ยหมักชีวภาพแบบเร่งจากทางปาล์มน้ำมัน (Rapid Production of Oil Palm Frond Compost)
ณัฐกริชให้เหตุผลที่เลือกทางปาล์มน้ำมันมาผลิตปุ๋ยหมัก ว่า ประเทศไทยมีการทำสวนปาล์มอย่างแพร่หลาย และการเก็บเกี่ยวผลปาล์มหนึ่งครั้งต้องตัด “ทางปาล์ม” ทิ้งจำนวนมาก และเกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนย้ายไปทิ้งที่อื่น จึงเลือกทางปาล์มน้ำมันมาผลิตปุ๋ยหมัก และพยายามคิดค้นวิธีลดเวลาในการหมักปุ๋ยจาก 60 วัน เหลือเพียง 35 วัน โดยได้สารอาหารไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ครบถ้วนตามมาตรฐาน
“ที่จริงทางปาล์มน้ำมันไม่เหมาะกับการนำมาทำปุ๋ยหมักเพราะย่อยสลายยาก เนื่องจากมีส่วนประกอบของลิกนิน เซลลูโลส และเฮมิเซลลูโลส เราจึงประยุกต์วิธีหมักปุ๋ยโดยใช้ราขาว (White Rot Fungi) เพราะสามารถย่อยสลายส่วนประกอบทั้ง 3 ของทางปาล์มน้ำมันได้ ช่วยให้การผลิตปุ๋ยเร็วขึ้น ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ” ณัฐกริช กล่าว
สำหรับขั้นตอนการผลิตปุ๋ยหมักนั้น เริ่มจากการนำทางปาล์มน้ำมันมาบด นำไปหมักกับราขาวที่เพาะเลี้ยงบนเมล็ดข้าวฟ่าง และนำไปหมักร่วมกับหัวเชื้อ พด.1 ของกรมพัฒนาที่ดิน สามารถลดระยะเวลาในการหมักเหลือเพียง 35 วัน ก็ได้ปุ๋ยหมักที่มีธาตุอาหารครบตามมาตรฐาน ซึ่งปุ๋ยหมักที่ได้จะมีลักษณะคล้ายกับดิน และสามารถใช้ได้เหมือนกับปุ๋ยทั่วไป
รัชกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้นำเมล็ดผักกาดขาวไปเลี้ยงในสารละลายที่สกัดจากปุ๋ยหมักทางปาล์มน้ำมันที่ผลิตได้เพื่อทดสอบความเป็นพิษต่อพืช นอกจากจะพบว่าปุ๋ยทางปาล์มไม่มีความเป็นพิษต่อพืชแล้ว ยังช่วยให้อัตราการเจริญของพืชดีขึ้นอีกด้วย โดยสังเกตและคำนวณจากอัตราการงอกของรากเมล็ดผักกาดขาวที่นำมาทดสอบ พบว่ามีอัตราการงอกของรากสูงเกิน 100% ซึ่งปุ๋ยที่ดีจะมีมาตรฐานการงอกของรากพืชอยู่ที่ 80%
กระนั้นจะเห็นว่าอัตราการงอกของพืชสูงกว่ามาตรฐานที่ตั้งไว้ เนื่องจากการใช้ราขาวเป็นตัวเร่งปุ๋ยทางปาล์มแทนการใช้ปุ๋ยเคมีทำให้คุณภาพดินดีขึ้น หรือที่เรียกว่าดินกลับมามีชีวิต ธาตุอาหารต่างๆ จึงสมบูรณ์ขึ้นตามธรรมชาติ ผลที่ตามมาคือเกษตรกรจะได้ผลผลิตที่เติบโตแข็งแรงดี พืชผักมีคุณค่าทางโภชนาการสูง รสชาติอร่อย จำหน่ายได้ในราคาสูง เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งไม่มีผลกระทบที่เกิดจากสภาวะสารเคมีสะสมในร่างกาย ซึ่งสอดคล้องหลักการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์
นับว่าปุ๋ยหมักจากทางปาล์มเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร เนื่องจากมีการนำราขาวมาประยุกต์ใช้ สามารถช่วยลดระยะเวลาในการหมัก ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนย้ายทางปาล์มไปทิ้ง และผลดีที่สุดสำหรับเกษตรกรที่นำไปใช้คือช่วยบำรุงดิน ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น และไม่มีอันตรายจากสารพิษตกค้าง
อย่างไรก็ดี ได้มีการส่งโครงการผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพแบบเร่งจากทางปาล์มน้ำมันเข้าประกวดในงาน Novel Research and Innovation Competition 2012 (NRIC 2012) ภายใต้โครงการ World Class Research and Innovation for Tomorrow’s Sustainability ที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ (เหรียญเงิน) ในสาขา Life Science มาได้
แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีการนำไปพัฒนาต่อยอดผลิตในเชิงพาณิชย์ แต่ก็หวังว่าเกษตรกรไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากโครงการนี้แน่นอน หากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายใดสนใจนำผลงานไปต่อยอด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ณัฐกริช 086-552-3449 หรือ รัชกร 087-527-3449







