posttoday
มูลค่าที่สูญเสียจากความเสี่ยง

มูลค่าที่สูญเสียจากความเสี่ยง

24 มีนาคม 2553

....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ FRM

การวัดค่าความเสี่ยงทางการเงินที่นิยมมากวิธีหนึ่ง คือ การคำนวณมูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความเสี่ยง หรือ Value at Risk (VAR) ซึ่งในความเสี่ยงมีทั้งโอกาสสร้างผลตอบแทน และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาด VAR จะทำการวัดความเสี่ยงในส่วนที่เลวร้าย (Downside Risk) คือ ยิ่งมีโอกาสจะเสียหายมากเท่าไร ความเสี่ยงจะยิ่งมากขึ้น การประเมินมูลค่าความเสียหายจากความเสี่ยง หรือ VAR ก็จะสูงขึ้นด้วย

โดยส่วนใหญ่ VAR จะถูกใช้ในการวัดความเสี่ยงของตลาด (Market Risk) หรือความเสี่ยงที่เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน ซึ่งปัจจัยที่สร้างความปั่นป่วนในตลาดการเงินมีทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค และปัจจัยด้านการเมือง

ยกตัวอย่างการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อความเคลื่อนไหวของระดับอัตราดอกเบี้ย คือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ระดับราคาของตราสารหนี้จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง และในทางตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำลง ระดับราคาของตราสารหนี้ก็จะสูงขึ้น คำถามจึงมีอยู่ว่านักลงทุนในตราสารหนี้จะมีโอกาสเสียหายมากน้อยแค่ไหน ถ้าอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาของการลงทุน

VAR สามารถให้คำตอบได้ว่า มูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจะเป็นเท่าไร ในระดับความเชื่อมั่น (Confidence Level) ที่สูงถึง 95% เป็นต้น เช่นถ้าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% ราคาตราสารหนี้จะลดลง 13.5% จากมูลค่าเบื้องต้น และถ้าสามารถคำนวณได้ว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 1.65% ในระดับความเชื่อมั่น 95% ในระยะเวลาการลงทุน 1 ปี จึงมีความเป็นไปได้สูงมากๆ (95%) ที่จะเสียหายไม่เกิน 22% ของการลงทุน ถ้าลงทุน 100 ล้านบาท ในตลาดตราสารหนี้ ก็จะเสียหายไม่เกิน 22 ล้านบาท และมีความเป็นไปได้น้อยมากๆ (เพียง 5%) ที่จะมีความเสียหายมากไปกว่า 22 ล้านบาท ซึ่งก็คือตัวเลข VAR ที่สามารถคำนวณได้

ในกรณีที่ลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ อย่าง เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์ อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ทองคำ) ทำให้การลงทุนถูกกระทบด้วยความเสี่ยงในตลาดต่างๆ ซึ่งการวัดความเสี่ยงรวมเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถคำนวณ VAR ซึ่งเพียงตัวเลขเดียวสามารถสะท้อนความเสี่ยงทั้งหมดของการลงทุน จึงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งของการวัดความเสี่ยงด้วย VAR

สำหรับปัจจัยความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในภาวการณ์ขณะนี้ ซึ่งปัจจัยที่สำคัญก็มี การเมือง มาบตาพุด และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกก็สามารถใช้ VAR วัดความเสี่ยงในส่วนต่างๆ ได้ และสามารถหาความเสี่ยงรวมจากปัจจัยใหญ่ๆ ทั้งสาม โดยอาจใช้ตัวเลข GDP เป็นตัวตั้ง เช่น ถ้าคาดหมายว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเฉลี่ย 3% ในปีนี้คือ GDP สิ้นปี 2553 ควรอยู่ที่ 9.13 ล้านล้านบาท ถ้าปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ก่อให้เกิดความเสียหาย คือทำให้ตัวเลข GDP ต่ำกว่านี้ในระดับความเชื่อมั่น 95% จะคิดเป็นค่า VAR ของความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจไทยในระยะเวลา1 ปี

ซึ่ง VAR ในส่วนการเมือง มาบตาพุดหรือเศรษฐกิจโลก ส่วนใดจะเป็นเท่าไร และมูลค่าความเสียหายจากความเสี่ยงโดยรวมของเศรษฐกิจไทยจะเป็นเท่าไร คงต้องติดตามสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท