
เอสซีจี ลุยลงทุนต่ออาเซียน ปีนี้ด้วัสดุ ชดเชยเคมีภัยฑ์ดิ่ง
ยักษ์ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี บริษัทที่ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ยักษ์ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี บริษัทที่ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
โดยมีฐานธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจปิโตรเคมิคอล ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กระดาษ และธุรกิจรับจ้างจำหน่ายสินค้า หรือดิสทริบิวชัน ยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อไต่ไปสู่บริษัทชั้นนำระดับอาเซียน ก่อนที่จะผงาดในเวทีระดับโลกตามวิสัยทัศน์ หรือวิชันของกลุ่ม ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จตามวิชันดังกล่าวได้นั้น ทางกลุ่มเอสซีจีจะใช้ลักษณะการขยายทั้งรูปแบบเข้าซื้อกิจการ เข้าร่วมทุน รวมถึงเข้าไปลงทุนเองเพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้น
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ระบุว่า ในปีนี้ได้ใช้เม็ดเงินลงทุนใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยไม่นับรวมการเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัท โกลบอลเฮ้าส์ ศูนย์วัสดุก่อสร้างและตกแต่งไทย ซึ่งล่าสุดใช้งบลงทุนมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ทางตะวันตกของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย กำลังการผลิต 1.8 ล้านตัน ที่จะเริ่มผลิตกลางปี 2558 ขณะเดียวกันยังใช้งบลงทุน 5,500 ล้านบาท สำหรับขยายกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ของโรงงานกัมปอตซิเมนต์ในกัมพูชา ด้วยกำลังการผลิต 9 แสนตัน เริ่มผลิตในปี 2558 ปัจจุบันโรงงานกัมปอตซิเมนต์ มีกำลังการผลิต 1 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ทั้งอินโดนีเซียและกัมพูชาที่ขยายตัว 510% ในอีก 10 ปีข้างหน้าของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ยังใช้งบลงทุน 6,700 ล้านบาท เพื่อขยายการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์หรือกระดาษลูกฟูกของโรงงานใน จ.กาญจนบุรี และราชบุรี เพิ่มอีก 4 แสนตันต่อปี เริ่มผลิตในปี 2557 จะทำให้เอสซีจีมีกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน ซึ่งนับรวมโรงงานที่เป็นฐานผลิตในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม จำนวน 2.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะห่างจากคู่แข่งเบอร์ 2 ที่มีกำลังการผลิตเพียง 1 ล้านตันต่อปี
สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 3 ปีนี้ เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 1.04 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณยอดขายในธุรกิจซีเมนต์และธุรกิจเคมีภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน มีกำไร 6,416 ล้านบาท ลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากกำไรที่ลดลงของธุรกิจเคมีภัณฑ์ จำนวน 6,000 ล้านบาท แต่หากนับรวมแล้วเพิ่มขึ้น 50% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างฟื้นตัว
“ธุรกิจปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง โดยในไตรมาสแรกบริษัทเติบโต 6% ในไตรมาส 2 เติบโต 10% และคาดว่าปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 16% ขณะที่ปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ทั้งประเทศในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้มากถึง 35 ล้านตัน ซึ่งกลับไปเท่ากับช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ หรือปี 2539 เนื่องจากปริมาณงานของระบบสาธารณูปโภคและการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น” กานต์ กล่าว
ทั้งนี้ หากแยกตามรายธุรกิจ เอสซีจี เคมิคอลส์ มียอดขายในไตรมาส 3 จำนวน 5.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น มีกำไร 2,270 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาสนี้มีการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท โดยกำไรลดลง 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง
เอสซีจี เปเปอร์ มียอดขายในไตรมาส 3 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนมีกำไร 851 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 23% จากไตรมาสก่อน
เอสซีจี ซิเมนต์ มียอดขายไตรมาส 3 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของปูนซีเมนต์และคอนกรีตผสมสำเร็จรูปในประเทศ รวมถึงการรับรู้รายได้จากกิจการคอนกรีตผสมเสร็จในประเทศอินโดนีเซีย มีกำไร 2,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสก่อน
เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มียอดขายในไตรมาส 3 1.05 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการรับรู้รายได้จากกิจการเซรามิกในประเทศฟิลิปปินส์ แต่ลดลง 2% จากไตรมาสก่อนมีกำไร 768 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ตาม 9 เดือนแรก (ม.ค.ก.ย.) ของปีนี้ มียอดขาย 3.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและราคาที่ดีขึ้น มีกำไร 1.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบขาลงในธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบเหมือนกันในหลายประเทศทั่วโลก จากความผันผวนด้านราคาและความต้องการใช้
ขณะที่ธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทย ในไตรมาส 3 ของปี 2555 มีรายได้จากการขาย 8,316 ล้านบาท คิดเป็น 8% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจุบันเอสซีจีมีทรัพย์สินในอาเซียน จำนวน 5.53 หมื่นล้านบาท หรือ 14% ของสินทรัพย์รวมบริษัท ขณะที่สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 ก.ย. 2555 มีมูลค่า 3.86 แสนล้านบาท







