
เมื่อแวดวงการศึกษา ถึงคราวิกฤต
ปัจจุบันสิ่งต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาอยู่ในอินเทอร์เน็ต จนกระทั่งบางคนแทบไม่ต้องออกไปไหนก็สามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย
โดย...ดร.เอกสิทธิ์ เทียมแก้ว
ปัจจุบันสิ่งต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาอยู่ในอินเทอร์เน็ต จนกระทั่งบางคนแทบไม่ต้องออกไปไหนก็สามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย มีงานแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมายในโลกกว้างใบนี้ ในแบบที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน และงานบางอย่างที่เคยถูกแอบทำกันอย่างลับๆ กลับถูกเปิดเผยในโลกอินเทอร์เน็ตเสียจนเราแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
จากผลสำรวจหลายแห่งที่ทำให้เราต่างรู้กันอยู่ว่า คุณภาพของเด็กไทยในสาขาคณิตศาสตร์นั้นแย่ลง (จริงๆ ก็แย่ลงหลายด้าน แต่ขอคุยประเด็นนี้ก่อน) แต่สงสัยกันไหมว่า แล้วทำไมเดี๋ยวนี้มีเด็กไทยเรียนจบในสายไอทีและคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ทักษะทางคณิตศาสตร์จัดเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เก่ง
ผมไม่ยืนยันนะครับว่าสิ่งที่ผมนำมาสนับสนุนความคิดนี้จะเป็นคำตอบหลักของคำถามที่ผมตั้งขึ้นมา แต่ผมมั่นใจว่าเจ้าสิ่งนี้ก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
จากการตรวจสอบใน Tool ของกูเกิล เราพบว่าจำนวนการค้นหาประโยค “รับทำโปรเจค” ภายในประเทศไทยมีสูงถึง 480 ครั้งต่อเดือน
และนี่เป็นแค่ตัวเลขจากการค้นหาผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ธรรมดา ถ้าเพิ่มการค้นหาผ่านสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตเข้าไปด้วย จำนวนการค้นหาก็จะกลายเป็น 516 ครั้งต่อเดือนทันที
ถ้าลองปรับประโยคค้นหาเป็น “รับทำโปรเจ็ค” ก็จะเห็นว่ามีจำนวนการค้นหาต่อเดือนเป็น 46 ครั้ง หรือถ้าจะให้ตรงประเด็นกว่านี้ เมื่อตรวจประโยค “รับทำโปรเจคจบ” แล้วก็พบว่ามีจำนวนการค้นหาต่อเดือนอยู่ที่ 110 ครั้ง
นั่นหมายความว่า ภายในเดือนเดือนหนึ่งมีเด็กไทยกำลังค้นหาให้คนอื่นมาทำโปรเจกต์ให้ตัวเองอยู่เป็นร้อยๆ ครั้ง ถ้านับเป็น 1 ปี ก็เป็นจำนวนหลายพันครั้งเลยทีเดียว
จะพูดถึงแต่เรื่องดีมานด์อย่างเดียว โดยไม่พูดถึงซัพพลายก็คงกระไรอยู่ เมื่อลองค้นหาประโยคเหล่านั้นผ่านกูเกิล ผมได้เจอเว็บไซต์หลายแห่งที่เสนอรับทำโปรเจกต์จบให้กับนักศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. ในราคาเริ่มต้นที่ 2,000–2,500 บาท
ส่วนโปรเจกต์จบของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มีราคาเริ่มต้นที่ 3,500 บาท แถมยังมีรายการหัวข้อโปรเจกต์ให้เลือกอีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโปรเจกต์ด้านไอทีทั้งนั้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่เขียนมาครั้งหนึ่ง แล้วนำไปปรับใช้กับรายอื่นๆ ได้โดยไม่ยากนัก
แต่ใช่ว่าจะมีแต่โปรเจกต์ด้านไอทีนะครับ ยังมีโปรเจกต์ด้านอิเล็กทรอนิกส์ และด้านอื่นๆ อยู่ด้วยเช่นกัน
ธุรกิจนี้มีการแข่งขันรุนแรงพอสมควร เห็นได้ชัดจากการที่มีการปรับเว็บของตัวเองให้กูเกิลค้นหาได้ง่าย มีการใช้ชื่อภาษาไทยมาทำเป็นชื่อโดเมนเพื่อให้จำและเขียนง่าย แถมมีเว็บชื่อ “รับทำโปรเจค” ทั้งแบบ .com และแบบ .net อีกต่างหาก เรียกได้ว่าแย่งลูกค้ากันดุเดือดไม่ใช่น้อย และที่น่าสังเกตคือในเว็บหนึ่งมีการอ้างเครดิตจากการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือเสียด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงของการเขียนรายงานโปรเจกต์นั้น ใช่ว่านักศึกษาแต่ละคนจะเขียนรายงานกันเองนะครับ สิ่งที่ผมพบเจอบ่อยที่สุดก็คือ นักศึกษาใช้วิธีคัดลอกประโยคมาจากเว็บทั้งหลายเต็มไปหมด เรียกได้ว่าในรายงานโปรเจกต์บางเล่มนั้น มีประโยคที่นักศึกษาเขียนด้วยตัวเองอยู่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น ซึ่งพอถูกเตือนในเรื่องนี้และถูกบอกให้แก้ไขเสีย นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีตัดเนื้อหาที่คัดลอกมาทิ้งไป แล้วเหลือรายงานโปรเจกต์เล่มลีบๆ เอาไว้ให้ดูต่างหน้า
จะพูดถึงแต่แวดวงนักเรียนนักศึกษาก็คงกระไรอยู่ รู้ไหมครับว่าจำนวนการค้นหาประโยค “รับทำ คศ.3” นั้น อยู่ที่ 46–56 ครั้งต่อเดือน (คศ. หมายถึง ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดย คศ.1 คศ.2 คศ.3 ฯลฯ คือระดับเงินเดือน และได้เงินวิทยฐานะ) และการค้นหาประโยค “รับทำผลงาน คศ.3” นั้น มีจำนวน 36–46 ครั้งต่อเดือน
แม้ว่าจำนวนจะดูน้อยกว่าข้างบนเยอะ แต่อย่าลืมนะครับว่านี่เป็นการทำผลงานทางวิชาการของครูที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสายไอที อีกทั้งครูมีอายุหลายคนก็อาจยังไม่ถนัดการค้นหาผ่านกูเกิลเหมือนเด็กๆ ดังนั้นผมบอกได้เลยว่าตัวเลขในความเป็นจริงต้องเยอะกว่านี้พอสมควร
ที่เด็ดที่สุดก็คือ หนึ่งในเว็บเหล่านั้นที่รับทำทั้ง คศ.2 ไปถึง คศ.4 และรับทำโปรเจกต์แทบทุกชนิด ขึ้นประโยคหราไว้ในเว็บว่า “ทีมงานของเราจบการศึกษาด้านครุศาสตร์ ระดับปริญญาโทและเอก รวมทั้งมีที่ปรึกษาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย” อ่านแล้วรู้สึกสลดใจกับแวดวงการศึกษาของไทยไหมครับ
เราต้องยอมรับเสียทีว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต แทนที่จะมาชมเชยกันเองว่าคนไทยทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะแม้ว่านั่นอาจเป็นจริงกับคนไทยบางคนบางกลุ่ม แต่คนไทยหลายคนกลับ “ไม่ยอมทำอะไร” กันต่างหากครับ







