
ฟิลลิปชูจุดแข็งเชื่อมเครือข่าย16ประเทศ สิงค์โปร์ต่อท่อซื้อขายอนุพันธ์ไทย
หลังการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ ครบ 9 เดือน จะพบเห็นการเปลี่ยนแปลงของโบรกเกอร์ว่าคู่ไหนสามารถร่วมหอลงโรงกันได้ก็จับคู่กันไปหมดแล้ว
โดย...พณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
หลังการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ ครบ 9 เดือน จะพบเห็นการเปลี่ยนแปลงของโบรกเกอร์ว่าคู่ไหนสามารถร่วมหอลงโรงกันได้ก็จับคู่กันไปหมดแล้ว ใครที่ยังเป็นโสดหาคู่ถูกใจไม่ได้ก็ต้องมุ่งหาจุดแข็งให้กับตัวเองต่อไป เช่นเดียวกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) หรือ PST ขณะนี้ค้นพบแล้วว่าการอาศัยเชื่อมโยงเครือข่ายกับฟิลลิปในต่างประเทศรวม 16 ประเทศ น่าจะเป็นจุดแข็ง จุดขายให้กับ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย)
“ปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ” ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ฟิลลิป ได้แสดงความเห็นว่า การแข่งขันของธุรกิจหลักทรัพย์ในระยะ 3 ปีให้หลังมานี้มีพัฒนาการไปในทิศทางที่ดีขึ้น การรีเบต (ตัดราคา) ของการให้บริการนายหน้าค้าหลักทรัพย์อาจซาๆ ไป โดยโบรกเกอร์แต่ละแห่งเริ่มหากลยุทธ์และจุดยืนให้กับตัวเอง
สำหรับ บล.ฟิลลิป เองได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นอินเทอร์เน็ตโบรกเกอร์ ผ่านการให้บริการภายใต้รูปแบบ (แพลตฟอร์ม) เดียวกับเครือข่ายของกลุ่มฟิลลิป ซึ่งสามารถให้บริการได้ครอบคลุมกว้างถึง 16 ประเทศ ซึ่งได้ลงทุนพัฒนาและวางระบบแล้วเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับนำเสนอสินค้าด้านลงทุนหลากหลายเพื่อสร้างโอกาสการลงทุนให้กับลูกค้า
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ฟิลลิป กล่าวอีกว่า ธุรกิจของเราคือการขายความเชื่อมั่น ขายเครดิต ดังนั้นต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า นักลงทุนต้องไว้ใจ และที่สำคัญธุรกิจนี้คือการสร้างความแตกต่างด้วยการมีเครือข่าย (เน็ตเวิร์ก) ที่ดี และบริษัทเชื่อว่านี่คือจุดแข็งของบริษัท ด้วยการอาศัยจุดแข็งด้านเครือข่ายเป็นข้อได้เปรียบในการทำธุรกิจหลักทรัพย์
นอกจากนี้ ยังมองว่านักลงทุนในประเทศน่าจะมีโอกาสได้ไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อช่วยยกมาตรฐานของนักลงทุนไทยให้สามารถเทียบเคียงกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน และที่สำคัญขณะนี้ บล.ฟิลลิป มีความพร้อมภายหลังพัฒนาระบบเชื่อมโยงการซื้อขายกับเครือข่ายใน 16 ประเทศบนแพลตฟอร์มเดียวกัน
แพลตฟอร์มที่ว่า คือ ระบบการซื้อขายด้วยการเปิดบัญชีเพียงบัญชีเดียว แต่สามารถซื้อขายได้ในหลายๆ สินค้า บริษัทชูประเด็นนี้ในการทำการตลาดแบบวงกว้าง (Mass) เป็นจุดแข็งของ บล.ฟิลลิป
“บริษัทเราเล่นตลาด Mass มาโดยตลอด และระยะที่ผ่านมาเราอยู่ในโหมดของการเตรียมตัวภายในพัฒนาระบบเพื่อเชื่อมกับเครือข่ายในต่างประเทศ ขณะนี้เราพร้อมให้บริการแล้ว จะเห็นได้ว่าในช่วงเกือบ 9 เดือนของปีนี้ลูกค้าได้เพิ่มจาก 3 หมื่นบัญชี ขึ้นมาเป็น 3.8 หมื่นบัญชี ส่วนเพิ่ม 8,000 รายนี้ มีทั้งเปิดบัญชีหุ้น ซื้อกองทุนรวม ซึ่งเป็นอีกตลาดที่บริษัทสามารถทำได้ดี” ปรัชญา กล่าว
ทั้งนี้ ยอมรับว่าจุดแข็งของการมีเครือข่ายในต่างประเทศทำให้บริษัทไม่ได้เข้าร่วมเป็นโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายอาเซียนลิงก์ เพราะให้บริการพาลูกค้าไปซื้อขายหุ้นในต่างประเทศโดยตรงได้อยู่แล้ว และยังครอบคลุมมากกว่าอาเซียนลิงก์ ซึ่งขณะนี้ให้ซื้อขายเพียงมาเลเซีย และสิงคโปร์
ขณะที่ความต้องการของนักลงทุนไทยส่วนใหญ่จะนิยมซื้อขายในตลาดหุ้นอเมริกาในสัดส่วนสูงถึง 60% ของเงินที่ไปลงทุนในต่างประเทศ รองลงมาจะเป็นตลาดหุ้นฮ่องกง เพราะสามารถซื้อหุ้นในประเทศจีนได้อีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงมามากแล้ว คงจะลดลงไปอีกไม่มากนัก และในอนาคตบริษัทอาจจะครอบคลุมตลาดหุ้นอินเดีย ภายหลังทางกลุ่มฟิลลิปเพิ่งเข้าไปซื้อกิจการธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศอินเดีย
อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการซื้อขายผ่านกระดานอาเซียนลิงก์เกจจะมีข้อได้เปรียบเรื่องการยกเว้นภาษีในส่วนของรายได้ที่เกิดจากกำไรจากการลงทุน ขณะที่การไปลงทุนตรงในต่างประเทศนอกเหนือจากช่องทางดังกล่าวจะถูกจัดเก็บภาษี
ในอนาคตหากการซื้อขายในอาเซียนลิงก์มีปริมาณสูงมากพอ บริษัทอาจสนใจเข้าร่วม เพราะเดิมบริษัทคิดจะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวอยู่แล้ว เพียงแต่ทางตลาดหลักทรัพย์จะเป็นผู้เชื่อมท่อการซื้อขายมายังบริษัท แต่งานหลังบ้านต่างๆ (Back Office) บริษัทจะต้องเป็นผู้พัฒนาระบบเอง เมื่อมาพิจารณาแล้วเห็นว่าจะทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องลงทุนสูงขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่บริษัทต้องลงทุนพัฒนาระบบการซื้อขายเพื่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายของกลุ่มฟิลลิปในต่างประเทศรวม 16 แห่ง ทำให้บริษัทต้องทุ่มเทให้กับงานภายในก่อน จึงปฏิเสธการเข้าร่วมให้บริการซื้อขายอาเซียนลิงก์เกจในรอบนี้ไป
มาร์เก็ตแชร์ต่ำกว่าเป้าหมาย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ฟิลลิป กล่าวยอมรับว่า สัดส่วนรายได้จากนายหน้าค้าหลักทรัพย์ในประเทศจะยังเป็นธุรกิจหลักในสัดส่วน 70% ของรายได้ทั้งหมด แม้ว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ส่วนแบ่งธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตแชร์) จะไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ระดับ 3.5% ก็ตาม ทำได้เพียง 2.52.6% และสิ้นปีนี้จะพยายามให้กลับไปเท่ากับระดับเดิมของปีที่ผ่านมา หรือกว่า 3% และค่าคอมมิชชันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.16% โดยลูกค้ารายใหญ่สามารถเจรจาต่อรองได้
สำหรับสัดส่วนที่เหลือจะมาจากธุรกิจอนุพันธ์ 10% พอร์ตโบรกเกอร์ 10% และรายได้อื่น ซึ่งหมายถึงการเป็นตัวแทนจำหน่ายหน่วยกองทุนและบริหารกองทุนส่วนบุคคล รวมแล้ว 10%
อย่างไรก็ตาม มองว่าการเติบโตของธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายหน่วยลงทุนและให้คำแนะนำกองทุนส่วนบุคคล ที่มีทิศทางที่ดี ทำให้บริษัทคาดหวังว่าจะเป็นแหล่งในการหารายได้สำคัญของบริษัทในอนาคต
ธุรกิจกองทุนรวมโตอย่างมีนัยสำคัญหลังจากทำซูเปอร์มาร์เก็ตมานาน 12 ปี ขณะนี้ได้เพิ่มขึ้นมา 5,500 ล้านบาท เพิ่มจากต้นปีอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท บริษัทตั้งเป้าว่าปีหน้าน่าจะขยับขึ้นไปได้ที่ระดับ 8,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ กองทุนส่วนบุคคลเป็นอีกหน่วยธุรกิจที่บริษัทให้ความสำคัญ จนขณะนี้มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล 500 ล้านบาทแล้ว จากเดิมเมื่อ 3 ปีที่แล้วไม่ถึง 10 ล้านบาท สาเหตุเนื่องจากการให้คำแนะนำของบริษัทให้ผลตอบแทนเป็นที่ถูกใจของผู้ลงทุน ในระยะ 3 ปีมานี้สามารถสร้างผลตอบแทนประมาณ 8-12% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด คาดว่าปีนี้น่าจะได้สัก 10%
ปัจจุบันบริษัทมีเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติง) ดูแลในส่วนหุ้น 200 คน และมาร์เก็ตติงแต่ละคนจะดูแลลูกค้าประมาณ 50-70 ราย ซึ่งลูกค้าจะมีซื้อขายวันละ 5-10 คนเท่านั้น
เชื่อมต่อตลาดอนุพันธ์ไทย
ปัจจุบันบริษัทเพิ่งเปิดให้บริการลงทุนอนุพันธ์ในต่างประเทศ โดยคิดค่าธรรมเนียมใกล้เคียงกับต่างประเทศ แต่ในช่วงนี้จนถึงสิ้นปีนี้ จัดโปรโมชันลดค่าธรรมเนียม
ขณะเดียวกัน ทางเครือข่ายของ บล.ฟิลลิป โดยเฉพาะที่สิงคโปร์ได้แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX เนื่องจากมีสภาพคล่องในการซื้อขายมากขึ้น จึงขอต่อท่อเชื่อมระบบการซื้อขาย คาดว่าจะเข้ามาลงทุนในเร็วๆ นี้ จากเดิมที่ตลาดอนุพันธ์ของไทยไม่อยู่ในจอซื้อขายของสิงคโปร์
“ปรัชญา” กล่าวยอมรับว่า ธุรกิจหลักทรัพย์ยังคงเป็นธุรกิจที่ต้องเหนื่อย เพราะฐานผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังมีขนาดเล็กเกินไป และเป็นโจทย์สำคัญจะทำอย่างไรในการขยายฐานผู้ลงทุนไปพร้อมกับให้ความรู้กับนักลงทุนให้มองการลงทุนแบบถูกต้อง หรือให้มีกำไรจากการลงทุน
“ขอให้คุณมีความคิดที่จะลงทุนแล้วเดินมาหาฟิลลิป เราจะเลือกสินค้าให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด พร้อมให้ข้อมูลและคำแนะนำเพื่อให้มีกำไร ขอให้ไว้ใจฟิลลิป” ปรัชญา กล่าวทิ้งท้าย







